11 กันยายน 2563...เป็นอีกหนึ่งวันที่ชาวกรุงเทพฯ รับฟังข่าวป้ายรถเมล์หน้าห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ล้มพังราวกับข่าวแผ่นเสียงตกร่อง ฤาจะชาชินเสียแล้วกับเหตุการณ์จำพวก ถนนยุบ ทางเดินพัง คนเดินตกท่อ คนข้ามทางม้าลายโดนรถชน น้ำท่วมรถติดถึงชาติหน้า นี่ยังไม่รวมข่าวสายไฟพะรุงพะรังตามถนนกรุงเทพฯ กลับระเบิดเป็นเพลิงอย่างไม่มีปี่ไม่ขลุ่ย เพจชื่อดังหลายเพจ เช่น เพจ “คาราโอเกะชั้นใต้ดิน” ไม่รอช้ารีบเอาคำขวัญเด็ด  “กรุงเทพ ชีวิตดี ๆ ที่ลงตัว” ซึ่งชาวบางกอกรู้จักกันดี (พร้อมมองบน) แปะทับลงบนภาพป้ายรถเมล์พัง และคงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ชาวเน็ตในทวิตเตอร์และเฟซบุ๊กต่างพากันแชร์รูปภาพของเหตุการณ์นี้ ด้วยคำบรรยายคล้าย ๆ กันว่า “กรุงเทพฯ เมืองเทพสร้าง” บ้างล่ะ “ชีวิตดี ๆ ” บ้างล่ะ ก็เห็นกันอยู่ชัด ๆ ว่าคำบรรยายภาพดังกล่าว “ตรงกันข้าม” กับสิ่งที่เกิดขึ้นเสียสิ้นเชิง และชีวิตดี ๆ ย่อมไม่อาจเกิดขึ้นได้ท่ามกลางโครงสร้างสาธารณูปโภคที่ไม่มั่นคง แล้วเหตุใด “ชาวเน็ต” จึงเลือกใช้คำขวัญดังกล่าว หรือว่าการด่าทอตรง ๆ วิพากษ์วิจารณ์อย่างมีเหตผลนั้นไม่มีประสิทธิภาพพอ ทำไมผู้คนจึงพากันชอบใจที่วลีดังกล่าว “แซะ” วิถีคนเมืองได้อย่างตรงจุดมากกว่า มีอะไรในความยอกย้อนนี้ที่พอพูดอย่างหนึ่งกลับหมายถึงอีกอย่างหนึ่งกันแน่ 

จากข้อความที่ส่งต่อในโลกออนไลน์ที่มุ่งเสียดสีสังคม ถึงฉากปะทะคารมของตัวละครในโทรทัศน์ที่สร้างความเผ็ดร้อน ถึงวรรณกรรมและภาพยนตร์ที่เสียดสีความอยุติธรรมรูปแบบต่าง ๆ ดูเหมือนวิธีการที่ตัวอย่างเหล่านี้มีร่วมกันในกระบวนการ “แซะ” ได้แก่ การใช้ภาพพจน์ (Figure of Speech) อย่างการแฝงนัย (Irony) หรือในความหมายอย่างกว้างที่สุดคือการกล่าวในสิ่งที่ตรงข้ามกับความหมายที่ต้องการสื่อ...มาสำรวจการแฝงนัยให้เห็นถึงที่มาของการแฝงนัยประเภทต่าง ๆ และตัวอย่างการ “แซะ” ที่ไม่ใช่เรื่องง่ายและตรงไปตรงมาอย่างที่คิด หากแต่มีความซับซ้อนในหลากหลายมิติทางการเมืองและวัฒนธรรม และนำไปสู่ความคิดสร้างสรรค์อีกนับไม่ถ้วน

©shutterstock

นามนั้นสำคัญไฉน: การแฝงนัยและคำนิยาม
การแฝงนัยเป็นเรื่องที่นักวิชาการสายวรรณคดีและภาษาศาสตร์ถกเถียงกันมานานและพยายามที่จะหาคำนิยามที่ครอบคลุมแต่ก็ยังไม่สามารถที่จะหยุดยั้งความดิ้นได้ไหลลื่นในความหมายของการแฝงนัยได้ นอกจากคำนิยามที่กว้างที่สุดของการแฝงนัยที่ระบุไปข้างต้นแล้ว การบอกว่าอะไรคือการแฝงนัยอาจตอบได้ง่ายขึ้น หากเราเข้าใจในสิ่งที่ “ไม่ใช่” การแฝงนัย แต่ดูเหมือนว่ามีความข้องเกี่ยวซ้อนทับกันเสียก่อน 

เมื่อพูดถึงการแฝงนัย หมวดคำศัพท์ที่มักนึกถึงตามมาคือ การเสียดสี (Satire) คำประชดเหน็บแหนม (Sarcasm) หรือล้อ (Parody) การเสียดสีเกิดจากลดทอนความซีเรียสของเรื่องราวหนึ่ง ๆ และนำเสนออกมาในลักษณะที่น่าหัวร่อหรือดูถูกดูแคลน โดยมีจุดประสงค์ที่ต้องการ “กัด” สิ่งที่อยู่นอกเหนือตัวบทวรรณกรรม เช่น บุคคลหรือสถาบันทางสังคม ในขณะที่คำประชดเหน็บแนมคือกล่าวกระทบบุคคล ส่วน parody คือศิลปะและวรรณกรรมประเภทล้อซึ่งเป็นการเอางานชิ้นก่อนหน้ามาผลิตซ้ำในลักษณะที่ปรุงแต่งเพิ่มเพื่อสร้างความตลกโปกฮาและเสียดสี แม้ว่าการเสียดสี การล้อ และการประชดเหน็บแหนมอาจเกิดได้จากหลายกลวิธีทางภาษาและหลายบริบท แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการแฝงนัยมักถูกใช้เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ดังกล่าวอยู่เสมอ ๆ 

ในภาษาอังกฤษ คำว่า Irony มาจากชื่อของตัวละครสุขนาฏกรรมกรีกนาม Eiron ซึ่งมักแสดงออกในลักษณะที่ตรงข้ามกับอุปนิสัยจริงของตน แสร้งถ่อมตนให้ดูไร้ความสามารถแต่กลับสามารถเอาชนะตัวละครอีกตัวที่มีนิสัยอวดภูมิได้ ลักษณะการขัดแย้งกันระหว่างรูปลักษณ์ภายนอกที่ปรากฏกับความเป็นจริงนี้เองทำให้ชื่อของตัวละครกรีกนี้กลายเป็นที่มาของคำว่า Irony ซึ่งยังคงไว้ซึ่งนัยยะของความหมายที่สื่อถึงการเสแสร้ง ความลักลั่นระหว่างสิ่งที่กล่าวออกมากับสิ่งที่หมายถึงจริงซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ปรากฏ ส่วนในภาษาไทยนั้นมีผู้แปลคำว่า Irony ออกมาเป็นคำต่าง ๆ เช่น ราชบัณฑิตยสถานเรียกว่า การแฝงนัย ในขณะที่ทองสุก เกตุโรจน์เรียกว่า การประชดประชัน

สาเหตุหนึ่งที่การแฝงนัยยากที่จะระบุความหมายให้ตายตัวก็อาจเป็นเพราะการแฝงนัยอาจถูกแบ่งย่อยได้เป็นอีกหลายประเภท ทั่วไปแล้วตำราวรรณคดีมักกล่าวถึงการแฝงนัยออกเป็นสามประเภท ได้แก่ การแฝงนัยด้วยถ้อยคำ1 (Verbal Irony) การแฝงนัยเชิงละคร (Dramatic Irony) และ การแฝงนัยเชิงสถานการณ์ (Situational Irony) สำหรับประเภทแรกนั้นเป็นการแฝงนัยที่เกิดขึ้นจากการขัดแย้งกันระหว่างสิ่งที่กล่าวออกมากับสิ่งที่ต้องการสื่อ ความยอกย้อนระหว่างสิ่งที่ปรากฏกับความหมายที่แฝงนัยเอาไว้ เช่น การกล่าวกับเพื่อนที่ผ่านวันอันสมบุกสมบั่นจนกระเซอะกระเซิงว่า “แกสวยอยู่” ทั้งที่ความจริงตรงหน้าและสิ่งที่ผู้พูดคิดนั้นตรงข้ามกับสิ่งที่พูดโดยสิ้นเชิง หรือจะเป็นวรรคทองอันโด่งดังจากบทละครเรื่อง Julius Caesar ของเชคสเปียร์ ที่มาร์ก แอนโทนีกล่าวซ้ำ ๆ ในพิธีปลงศพจูเลียส ซีซาร์ ว่า “Brutus is an honourable man” หรือ “บรูทุสเป็นผู้ทรงเกียรติ” จนผู้ฟังอดสงสัยไม่ได้ว่ามาร์ก แอนโทนีจะย้ำทำไมนักหนาจนสุดท้ายถึงได้รู้ว่ามาร์กเองเป็นผู้ทรยศและร่วมสังหารซีซาร์ การตอกย้ำซ้ำ ๆ นี้จึงเป็นการแฝงนัยตรงกันข้ามกับสิ่งที่ไม่ได้พูดนั่นเอง ส่วนเพลง “ไม่คิดถึงเลย” ของ Nap A Lean ก็เป็นตัวอย่างที่ดีของการแฝงนัยด้วยถ้อยคำ “ฉันไม่เคยจะเหงา ไม่คิดถึงเลย เห็นเธอกับเขาทีไร หัวใจยังรู้สึกเฉย ๆ” เนื้อเพลงนี้แสดงอาการ “ปากอย่างใจอย่าง” ของคนที่หน้าชื่นอกตรมได้เป็นอย่างดี เอม. เอช. เอบรัมส์ (M.H. Abrams) อธิบายในปทานุกรมศัพท์ทางวรรณคดีเล่มสำคัญอย่าง A Glossary of Literary Terms ว่า การแฝงนัยด้วยถ้อยคำเป็นการทดสอบความสามารถในการ “อ่านระหว่างบรรทัด” หรือตีความเจตนารมณ์และความหมายแฝงเร้นของผู้รับสาร 
ส่วนการแฝงนัยเชิงละคร เกิดขึ้นในบทละครที่แสดงถึงความขัดแย้งระหว่างสิ่งที่ตัวละครทราบกับที่ผู้ชมทราบ เช่น ตัวละครอาจจะตัดสินใจลงมือทำบางสิ่งที่ผู้ชมทราบว่าจะส่งผลในทางตรงกันข้ามกับที่ตัวละครวาดฝันไว้ ส่วนประเภทสุดท้ายหรือการแฝงนัยเชิงสถานการณ์เกิดขึ้นเมื่อมีการปะทะกันระหว่างสิ่งที่ผู้อ่านหรือตัวละครในเรื่องคาดหวังกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงเมื่อเรื่องราวดำเนินไป ซึ่งมักพบได้ในพล็อตของภาพยนตร์ที่เล่นกับความปรารถนาและความคาดฝันของตัวละครที่ถูกขัดขวางโดยข้อกำจัดและสภาวะแวดล้อม ทำให้ตัวละครต้องผิดหวังจากการที่เหตุการณ์ไม่ดำเนินไปตามความหวังของตน

นอกเหนือจากการแบ่งประเภทของการแฝงนัยข้างต้นแล้ว เอบรัมส์ได้กล่าวถึงประเภทของการแฝงนัยแบบต่าง ๆ ไว้อีก เช่น การแฝงนัยเชิงจินตนิยม (Romantic Irony) ซึ่งพบได้ในวรรณกรรมที่ผู้เขียนจงใจใส่เสียงของตนให้ผู้อ่านได้ยินและทำให้ผู้อ่านรับรู้ถึง “ความเป็นเรื่องแต่ง” หรือ การแฝงนัยแบบโสคราตีส  (Socratic Irony) ที่เกิดขึ้นเมื่อผู้พูดแสร้งว่าไม่รู้ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เพื่อหลอกให้คู่สนทนาสาธยายประเด็นดังกล่าวให้ฟัง ก่อนที่จะอาศัยโอกาสโจมตีคู่สนทนาโดยการแสดงให้เห็นว่าสิ่งที่พูดมานั้นมีข้อผิดพลาด อันเป็นวิธีที่บรมครูในปรัชญาตะวันตกอย่างโสคราตีสมักใช้ท้าทายความจริงแท้แน่นอนในความรู้ของคู่สนทนา และเมื่อเหตุการณ์หรือเรื่องราวใดทำให้ผู้ฟังต้องอุทานว่า โชคชะตานั้น “เล่นตลก” ก็หมายถึงการแฝงนัยเชิงโชคล้อ (Irony of Fate หรือ Cosmic Irony) กำลังถูกใช้เป็นตัวขับเคลื่อนเรื่องราวดังกล่าว เนื่องจากเป็นการจงใจให้ชะตาชีวิตของตัวละครถูกชักใยจากสิ่งที่อยู่เหนือการควบคุม เป็นการเย้ยหยันต่อตัวละคร เช่น การตายของนางวันทอง เป็นต้น นอกเหนือจากที่กล่าวมานี้ เอบรัมส์ยังกล่าวถึงการแฝงนัยเชิงโครงสร้าง (Structural Irony) ที่หลายครั้งถูกนำเสนอผ่านการสร้างตัวละครที่มีลักษณะไม่ประสีประสา มองโลกและตีความสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในแบบที่ผิดพลาดไปจากความเป็นจริง ซึ่งผู้อ่านสามารถอ่านออกอย่างทะลุและเป็นผู้สังเกตความไม่ประสาโลกและหลงเข้าใจผิดของตัวละคร

นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาการแฝงนัยในเชิงภาษาศาสตร์ของณัฐพร พานโพธิ์ทอง ซึ่งแบ่งประเภทวัจนกรรมการแฝงนัยออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ verbal irony as conversational implicature และ  conversationalized ironic implicature สำหรับแบบแรก การแฝงนัยถูกแสดงออกผ่านลักษณะย่อยใน 5 ลักษณะ ได้แก่ 1) คู่ตรงข้าม 2) ความไม่สมเหตุสมผล 3) ความเกินจริง 4) ภาษาที่ไม่เหมาะสมกับคู่สนทนา 5) น้ำเสียง และสำหรับอย่างหลังเป็นการแฝงนัยที่เกิดจากการใช้คำเปรียบเปรยที่ถูกใช้เพื่อสร้างการแฝงนัยจนเป็นคำที่ชินหูชินตากันดี อย่างเช่น วิเศษ ประเสริฐ เป็นต้น

©shutterstock

การเมืองเรื่องการแฝงนัย
ความธรรมดาสามัญของการแฝงนัยที่ใช้เพื่อเสียดสียั่วล้ออยู่ทุกเมื่อเชื่อวันและพบได้ในสื่อทุกรูปแบบนี้ ทำให้การแฝงนัยถูกศึกษาอย่างละเอียดในแง่มุมวิชาการโดยเฉพาะในสาขามนุษยศาสตร์ที่มองการแฝงนัยเหมือนเป็นทั้ง “ยุทโธปกรณ์” และ “ความรุ่มรวยของภาษา” นักวรรณคดีศึกษาชาวแคนาดาอย่าง ลินดา ฮัตเชิน (Linda Hutchoen) ผู้เขียนหนังสือชื่อ The Irony’s Edge: The Theory and Politics of Irony ได้พยายามที่จะเผยให้เห็นความสลับซับซ้อนของการแฝงนัย ปฏิเสธการมองการแฝงนัยในลักษณะที่ตายตัวหรือด้านเดียว และเน้นย้ำให้ผู้อ่านระลึกถึงมิติทางการเมืองของการแฝงนัย

สำหรับฮัตเชินการแฝงนัยเกิดจากความลักลั่นระหว่างสิ่งที่กล่าว พูด ปรากฏ กับสิ่งไม่ได้กล่าว ไม่ได้ยิน และมองไม่เห็น โดย เธอมองว่า การแฝงนัยนั้นเกี่ยวข้องกับบุคคลสองกลุ่มได้แก่ ผู้แฝงนัย (Ironist) และผู้ตีความ (Interpreter) โดยที่เธอให้ความสำคัญกับผู้ตีความ ในขณะที่งานศึกษาก่อนหน้ามักมุ่งความสนใจไปที่ตัวผู้แฝงนัย สาเหตุเนื่องจากในทัศนะของฮัตเชินแล้ว การเกิดขึ้นของการแฝงนัยไม่ได้ขึ้นอยู่กับเจตนารมย์ของผู้แฝงนัยมากเท่ากับการ “เก็ต” หรือการ “ไม่เก็ต” ของผู้ตีความ การแฝงนัยสำหรับนักวิชาการอย่างฮัตเชินจึงเป็นกิจการที่มีความเสี่ยง (Risky Business) เนื่องด้วยในทุก ๆ ครั้งที่มีการใช้การแฝงนัย ไม่มีการรับประกันว่าการแฝงนัยนั้นจะบรรลุผลลัพธ์ตามที่ผู้แฝงนัยคาดหวังว่าจะเกิดขึ้น และยังไม่มีการการันตีว่าบุคคลที่เป็นเป้าของการแฝงนัยนั้นจะ “เก็ต” ส่งผลให้ฮัตเชินตั้งข้อสังเกตอีกหนึ่งข้อที่ต่างจากงานวิชาการก่อนหน้าที่มักมองว่าการ “เก็ต” การแฝงนัยนั้น นำไปสู่การสร้างความสัมพันธ์แบบชุมชนขึ้น เช่น ความเป็น “คนใน” เป็นการสร้างกลุ่ม แต่เธอกลับมองว่าแท้จริงแล้วการแฝงนัยไม่ได้นำไปสู่การสร้างชุมชน แต่ชุมชนต่างหากที่มีมาก่อนหน้า โดยเป็นชุมชุนที่เธอเรียกว่า “ชุมชนทางวาทกรรม” (Discursive Community) และการที่เราอยู่ในชุมชุนวาทกรรมก่อนต่างหาก ที่เป็นตัวกำหนดว่าเราจะ “เก็ต” หรือ “ไม่เก็ต” การแฝงนัย

เพื่อเป็นการตอกย้ำธรรมชาติความหลายหลากของการแฝงนัยที่ไม่สามารถลดทอนแล้วมองได้อย่างเรียบง่ายด้านเดียว ฮัตเชินพยายามเน้นถึงผลลัพธ์ทางความรู้สึกที่หลากหลายจากการใช้งานการแฝงนัย โดยสำรวจงานศึกษาก่อนหน้าและสรุปให้เห็นถึงการใช้งานในเชิงสื่อสารของการแฝงนัยที่มีหน้าที่หลัก ๆ 9 ประการ เรียงจากการที่มีพลังของอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้องน้อยที่สุดไปมากที่สุด ได้แก่ เพื่อเน้น เพื่อทำให้ซับซ้อน เพื่อความสนุกสนาน เพื่อสร้างระยะห่าง เพื่อสร้างเกราะป้องกันตน เพื่อแสดงเงื่อนไข (proviso)  เพื่อต่อต้าน และเพื่อโจมตี และอย่างที่กล่าวไปว่าฮัตเชินเน้นอย่างมากที่จะแสดงถึงความซับซ้อนของการแฝงนัย ดังนั้นในทุก ๆ การใช้งาน ฮัตเชินยังระบุถึงผลในแง่บวกและแง่ลบของแต่ละการใช้งานอีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น การแฝงนัยเพื่อความสนุกสนาน (ludic) หลายครั้งสร้างความรู้สึกหยอกล้อแบบเป็นมิตรหรือเรียกเสียงหัวเราะ แต่ในอีกแง่หนึ่งการแฝงนัยเพื่อความสนุกสนานอาจทำให้เกิดความรู้สึกว่าผู้พูดเป็นคนไร้ความรับผิดชอบต่อประเด็นที่พูดออกมา ดูโง่เขลา และกำลังลดทอดความสำคัญและความซีเรียสของประเด็นนั้น ๆ อีกด้วย

ข้อเสนอที่สำคัญที่สุดของฮัตเชินที่เป็นที่มาของการตั้งชื่องานของเธอว่า “การเมืองเรื่องการแฝงนัย” นั้น ได้แก่ความพยายามเผยให้เห็นถึงความซับซ้อนลื่นไหลของการแฝงนัยและมิติทางการเมืองที่ไม่ได้เป็นเพียงภาพพจน์และโวหารธรรมดาสามัญ แต่ฮัตเชินมองว่าการแฝงนัยมีลักษณะความลื่นไหลของการใช้งานและผลลัพธ์ มีลักษณะครอบอุดมการณ์ (Transideological) ในความหมายที่ว่าการแฝงนัยอาจถูกหยิบใช้เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของระบบเผด็จการและฝ่ายอนุรักษน์นิยม หรือในทางตรงกันข้ามคือใช้เพื่อปลดแอกและเป็นเครื่องมือของชนกลุ่มน้อยทางสังคมใช้ต่อสู้กับการกดทับและอำนาจนำ (Hegemony) ที่นำไปสู่การขับเคลื่อนระบอบประชาธิปไตย การแฝงนัยจึงส่งผลในแง่ส่งเสริมหรือทำลายและในเชิงบวกหรือเชิงลบก็ได้ เป็นเสมือนเครื่องมือทางการเมืองที่อาจใช้เพื่อเสริมความมั่นคงให้แก่ผู้ที่มีอำนาจหรืออาจใช้ขัดง้างกับอำนาจดังกล่าวก็ได้เช่นกัน

©iStock

สำรวจการแฝงนัยและการเสียดสีในภูมิทัศน์ทางศิลปะวัฒนธรรมไทยและเทศ
ท่ามกลางภูมิทัศน์ของวัฒนธรรมข้ามพรมแดน การแฝงนัยปรากฏอยู่ทุกที่ และมากไปกว่านั้น การแฝงนัยที่มักใช้เพื่อหมายถึงภาพพจน์ (Figure of Speech) ประเภทหนึ่งในงานวรรณกรรมที่เน้นการสื่อความหมายผ่านภาษาตัวอักษร การแฝงนัยกลับยังปรากฏและเป็นเครื่องมือสำคัญในงานศิลปะรูปแบบอื่น ๆ นอกเหนือจากการเขียนด้วย เช่น ภาพยนตร์หรืองานศิลปะแขนงอื่น ๆ ที่เน้นสื่อความหมายผ่านรูปภาพเป็นหลัก และประเด็นเรื่องการแฝงนัยยังเกี่ยวกับเรื่องของวัฒนธรรมโดยตรง ดังจะเห็นได้จากการที่มีชาวต่างชาติหลายคนตั้งกระทู้ถามด้วยความฉงนต่อคนไทยว่า “คนไทยไม่เข้าใจการเสียดสีและการแฝงนัยหรือ” และยังเป็นเรื่องที่น่าสนใจที่เมื่ออธิบายถึงการแฝงนัยในวัฒนธรรมต่าง ๆ ดี. เจ. เอนไรท์ (D.J. Enright) ผู้เขียนหนังสือ Anatomy of Irony ที่ยังได้ยกตัวอย่างการแฝงนัยจากประเทศไทย โดยกล่าวถึงการปล่อยนกของคนชาวไทยพุทธที่เชื่อว่าจะเป็นการทำบุญอย่างหนึ่ง แต่ทว่ากิจกรรมบุญครั้งนี้กลับเผยให้เห็นถึงการแฝงนัยและความย้อนแย้ง เนื่องจากว่าหลายครั้งนกพวกนี้กลับถูกจับขังกรงเพื่อขายให้กับผู้ใจบุญสุนทานได้ปล่อยออกไปอีกที หรือบางทีเราอาจจะเห็นมิติทางวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับการแฝงนัยเมื่อเราได้ยินคนอังกฤษที่มักจะชอบเสียดสีวัฒนธธรมอเมริกันว่าคนอเมริกันไม่มีอารมณ์ขันหรือความล้ำลึก เลยไม่เข้าใจมุขตลกเสียดสีของคนอังกฤษที่มักใช้การแฝงนัยเป็นหลัก

นักประพันธ์และศิลปินหลายท่านก็ใช้การแฝงนัยเป็นเครื่องมือในการวิพากษ์สังคมผ่านงานศิลปะวรรณกรรมชิ้นนั้น ๆ ยกตัวอย่างเช่น เรื่องสั้นชื่อ “The Stolen Party” ของ ลิเลียนา เฮกเกอร์ (Liliana Heker) ที่สร้างโครงเรื่องโดยใช้การแฝงนัยเชิงโครงสร้าง เล่าเรื่องราวของเด็กสาวลูกสาวแม่บ้านที่ทำงานให้บ้านนายจ้างที่มีฐานะดี แม้ว่าตลอดทั้งเรื่องผู้อ่านจะทราบถึงตำแหน่งทางสังคมของตัวละครเด็กสาวและแม่ แต่ด้วยความอ่อนต่อโลก ตัวละครเด็กสาวกลับไม่เห็นกำแพงทางชนชั้นและหลงสำคัญตนผิดว่าเป็นส่วนหนึ่งของชนชั้นที่สูงกว่า ก่อนที่เรื่องราวจะจบด้วยการที่เธอตาสว่างและเกิดสำนึกถึงชนชั้นของตนที่ทำให้สุดท้ายเธอเป็นได้แค่ “สัตว์น้อย” ของบ้านเจ้านายแม่เธอ ในแง่นี้เอง การแฝงนัยถูกใช้ในงานวรรณกรรมเพื่อวิพากษ์ระบบทุนนิยมและการจัดลำดับชนชั้นทางสังคมที่ใช้ฐานะของคนเป็นตัวกำหนดตำแหน่งแห่งที่ของคนในสังคม 

สำหรับวรรณกรรมไทย ณัฐนัย ประสานนาม ได้ศึกษาเรื่องสั้นไทยประเภทเสียดสีที่แต่งขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2535-2545 พบว่า การแฝงนัยเป็นหนึ่งในกลวิธีทางภาษาที่นักเขียนกวัดแกว่งเพื่อวิพากษ์สภาพสังคมไทยในช่วงเวลาดังกล่าว ยกตัวอย่างเช่น เรื่องสั้นชื่อ “ความหวังของผู้เลี้ยงดูรัฐบาล” ของ ศักดิ์ชัย ลักขณาวิเชียร ที่ผู้เขียนจงใจให้ตัวละครผู้นำกล่าวถึงตนว่ากำลังทำการ “เสียสละอันใหญ่หลวง” ทั้งที่แท้จริงแล้วมีนโยบายเอารัดเอาเปรียบประชาชน ผลักภาระให้ประชาชนต้องเลี้ยงดูรัฐบาล เพื่อเสียดสีรัฐบาลที่นโยบายและการบริหารกลับเป็นการโยนภาระให้ประชาชน เป็นต้น

สำหรับงานศิลปะประเภทอื่นพบว่า มีงานศิลปะจัดวาง (Installation Art) ของสิทธิกร ขาวสะอาด ที่มักจัดแสดงผลงานเกี่ยวกับประเด็นเรื่องความยากลำบากของแรงงานในภาคเกษตรกรรมและการกดทับทางชนชั้นอยู่เนือง ๆ ในงานศิลปะจัดวางที่จัดแสดงที่ศุภโชคอาร์ตแกลเลอรีเมื่อต้นปีที่ผ่านมา สิทธิกรได้ใช้การแฝงนัยในศิลปะจัดวางชุดนี้เพื่อวิพากษ์แนวคิดเรื่องชนชั้น ส่วนหนึ่งของงานชุดนี้เป็นกระดาษที่สิทธิกรจัดแขวนบนผนัง บนกระดาษปรากฏเนื้อเพลง “กสิกรไทย” ที่เขียนด้วยลายมือโย้เย้คล้ายลายมือเด็ก เพื่อให้ผู้ชมงานศิลปะชิ้นนี้รู้สึกถึงความยอกย้อนที่เกิดจากเนื้อเพลงเบื้องหน้าที่พยายามย้อมสีความตรากตรมของชีวิตเกษตรกรให้ดูเป็นอาชีพในอุดมคติกับลายมือโยกโย้ และคำที่สะกดผิด ๆ ถูก ๆ ที่สื่อถึงการไม่ได้รับการศึกษาตามที่ประชาชนกลุ่มที่ถูกวาดภาพในเชิงอุดมคติว่าเป็น “กระดูกสันหลังของชาติ” ควรมี ภาพความสวยงามตามอุดมคติของชีวิตกสิกรรมกับความเป็นจริงที่เต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำนี้ สร้างการแฝงนัยที่ชวนให้ผู้ชมตั้งคำถามระหว่างสิ่งที่สังคมหรือรัฐพยายามสร้างภาพแฟนตาซีครอบทับคุณภาพชีวิตที่แร้นแค้นภายใต้การจัดลำดับชนชั้นในระบบเศรษฐกิจทุนนิยม

©bangkokcitycity.com

เมื่อพ.ศ. 2560 จุฬญาณนนท์ ศิริผล ศิลปินชาวไทย ได้จัดแสดงนิทรรศการ Museum of Kirati ซึ่งใช้ศิลปะหลากหลายรูปแบบเพื่อเสียดสีตัวละครหม่อมราชวงศ์กีรติ จาก “ข้างหลังภาพ” นวนิยายอมตะของศรีบูรพา จุฬญาณนนท์ได้แสดงเป็นทั้งตัวละคร ม.ร.ว.กีรติและนพพรในหนังสั้นที่นำมาจัดแสดงในนิทรรศการ เพื่อแฝงนัยให้เห็นว่าอันที่จริงแล้วตัวนพพรอาจจะเป็นตัวตนที่สอง (Alter Ego) ของกีรติที่ยังยึดติดกับภาพความรุ่งเรืองของชนชั้นสูงในอดีต การล้อเลียนเสียดสียังยกระดับความจริงจังมากขึ้นไปอีกตรงที่ศิลปินได้นิมนต์พระมาทำพิธีในวันเปิดนิทรรศการ และเจิมรูปปั้นคุณหญิงกีรติเพื่อเป็นสิริมงคล พร้อมเชื้อเชิญคนดูให้มาบนบานเพื่อขอให้ได้ “แฟนเด็ก” ด้วย ซ้ำยังทำหนังสือที่ระลึกงานศพคุณหญิงแจกในงาน เนื้อความเป็นข้อเขียนของนพพร ท่านพ่อของคุณหญิง และหม่อมเจ้าหญิงผู้หนึ่งซึ่งเป็นเพื่อนของคุณหญิงแต่วัยเด็ก ทั้งหมดต่างก็แสดงความอาวรณ์ในยุคสมัยของบ้านเมืองที่เปลี่ยนไป การต่อเสริมเพิ่มเติมเหล่านี้ต่างก็รีดเค้นสิ่งที่ “ไม่ได้พูด” ในต้นฉบับ ขยายออกมาให้เห็นนัยที่ซ่อนอยู่ และนำมาตีความเป็นงานศิลปะแนวเสียดสียั่วล้อจนปัญหาชนชั้นในต้นเรื่องที่ถูกเอามาใช้เพื่อพูดถึงปัญหาทางการเมืองในปัจจุบัน

Museum Of Kirati
©bangkokcitycity.com

ประเด็นเรื่องชนชั้นและแรงงานยังได้รับการกล่าวถึงผ่านการแฝงนัยเชิงสถานการณ์ในบทเพลงลูกทุ่งจำนวนมากที่บอกเล่าการผลัดถิ่นของคนอีสานมาใช้แรงงานในเมืองหลวง เช่น เพลงของไมค์ ภิรมย์พร ที่มักนำเสนอเรื่องราวของชาวอีสานที่วาดภาพกรุงเทพฯ ในจินตนาการว่าเป็นเมืองโอกาสและความศิวิไลซ์ และกลับต้องตาสว่างหลังเจอความกลับกลอกของผู้คนและการรีดนาทาเร้นในเมืองหลวง ตอกย้ำภาวะฝันสลายของคนอีสาน

ในประวัติศาสตร์การแฝงนัยยังถูกใช้อย่างเปิดเผยในข้อเขียนของผู้นำและบุคคลสำคัญ ดังเช่น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ที่ทรงพระราชนิพนธ์ข้อความในใบปลิวอันเลื่องชื่อ “ยิวแห่งบูรพาทิศ” เพื่อโจมตีชาวจีนในสยามที่มีลักษณะคดโกงและไม่จงรักภักดีต่อประเทศที่พวกตนในฐานะชุมชนผลัดถิ่นได้เข้ามาพึ่งพระราชบรมโพธิสมภาร โดยนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์อย่างวาสนา วงศ์สุรวัฒน์ ชี้ให้เห็นว่า แม้ว่าเราไม่ทราบสิ่งที่อยู่ในพระราชหฤทัยของพระองค์ในขณะทรงพระราชนิพนธ์ได้อย่างแน่ชัด แต่ใบปลิวอันเป็นวาทะทางการเมืองเช่นนี้สามารถอ่านได้ในลักษณะที่ไม่ได้ตรงไปตรงมาว่าเป็นการบริภาษชุมชุนชาวจีนเฉย ๆ หากแต่เป็นการบริภาษเพื่อหวังผลทางการเมืองและสร้างแรงจูงใจให้ชาวจีนในสยามเพิ่มความจงรักภักดีให้มากขึ้นอีกด้วย ดังนั้นในแง่นี้ เราอาจมองได้ว่า “ยิวแห่งบูรพาทิศ” ดูเหมือนจะใช้การแฝงนัยในการ “แซะ” ชาวจีนในสยาม และใบปลิวชิ้นนี้ยังแสดงให้เห็นอำนาจทางภาษาที่เกิดจาการแฝงนัยและเสียดสีจนนำไปสู่การบรรลุวัตถุประสงค์ในเกมการเมืองอีกด้วย เพราะหลังจากที่ใบปลิวดังกล่าวเผยแพร่ออกไป พ่อค้าและเศรษฐีจีนในสยามจำนวนมากต่างพากันถวายพระราชทรัพย์ซึ่งเป็นหนึ่งในวิธีการแสดงออกถึงความจงรักภักดี เพื่อแสดงว่าตนไม่ได้หืออือและไม่ได้เป็นชาวจีนเลวจำพวกที่พระองค์ทรงพระราชนิพนธ์ให้กระทบถึง

หรือในบริบทของการเคลื่อนไหวทางการเมืองในไทยอย่างการเคลื่อนไหวของ “ม็อบตุ้งติ้ง” ในช่วงที่ผ่านมา โดยม็อบดังกล่าวรวมตัวหน้าอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเพื่อตะโกนด่าชื่อผู้มีอิทธิพลในเกมการเมืองไทย ก่อนจะตบท้ายโดยการเลี่ยงว่าชื่อดังกล่าวเป็นเพียงชื่อของตุ๊กตา จุดนี้เองทำให้เราเห็นการแฝงนัยเชิงถ้อยคำถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อเสียดสีทางการเมือง โดยทำหน้าที่เหมือน “เบาะกันกระแทก” เลี่ยงการประจันหน้าโดยตรง หรือในกรณีของวรรณกรรมกราฟิกร่วมสมัยอย่าง “ตาสว่าง” ที่บอกเล่าเหตุการณ์ความรุนแรงในการปราบปรามกลุ่มคนเสื้อแดงในการชุมนุมช่วงพ.ศ. 2553 ตัวละครชนชั้นแรงงานที่ตัดสินใจเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มเสื้อแดง กล่าวในขณะที่เดินผ่านห้างสรรพสินค้าที่จัดแสดงสินค้าแบรนด์เนมในตู้กระจกด้วยความเสียดสี ติดตลก หากแต่แฝงไปด้วยความขมขื่นว่า “พวกเขาไม่เผาห้างหรอก เพราะกระเป๋าพวกนี้มีราคาแพงกว่าชีวิตพวกเรา” ที่นอกจากจะเป็นการเสียดสีการทำงานของรัฐ ยังเป็นการเสียดสีที่เปิดโปงอีกหนึ่งชั้นให้เห็นความยอกย้อนทางตรรกะของทุนนิยมและสังคมวัตถุที่สมาทานการคลั่งไคล้ใหลหลงในวัตถุอย่างที่ คาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx) เรียกว่า “Commodity Fetishism” หรือการทำให้สินค้าเสมือนว่ามีชีวิตและมีคุณค่าเหนือความสัมพันธ์เชิงมนุษยภาพของผู้คนในสังคมทุนนิยม

ภาพประกอบจากหนังสือตาสว่าง แปลจากหนังสือเรื่อง Il Re di Bangkok เขียนโดย Claudio Sopranzetti และคณะ
©facebook.com/ilredibangkok 

ในงานศิลปะภาพถ่าย มีภาพถ่ายเกี่ยวกับการเมืองไทยชิ้นหนึ่งที่คู่ควรแก่การพูดถึงเนื่องจากแสดงถึงอำนาจของการแฝงนัยที่สามารถทำให้ภาพถ่ายหนึ่งภาพทรงพลังและมีชีวิตอยู่เหนือการเวลาได้ ได้แก่ ภาพถ่ายรางวัลพูลิซเซอร์ ของ นีล อูเลวิค (Neal Ulevich) ที่เก็บบรรยากาศความโหดเหี้ยมของเหตุการณ์สังหารหมู่นักศึกษาเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ อันเป็นเรื่องยากที่หลายคนที่เห็นภาพแล้วจะไม่สะดุดกับความยอกย้อนดังกล่าวและเห็นถึงความแฝงนัยที่เกิดจากรูปภาพนี้ซึ่งเป็นการแฝงนัยที่ชวนให้เห็นถึงสภาพสังคมที่ผู้คนเห็นผิดเป็นชอบ และการทำลายชีวิตที่ไม่ควรเป็นสิ่งที่พึงยอมรับในสังคมพุทธอย่างประเทศไทย นอกจากนี้ประเด็นเรื่องการเมืองและความรุนแรงของสังคมไทยยังปรากฏพร้อมกับการแฝงนัยในผลงานดิจิทัลอาร์ตของศิลปินอย่าง Baphoboy ที่อาจกล่าวได้ว่าอาศัยการแฝงนัยเพื่อสร้างอิมแพ็กของการเสียดสีสังคมและการเมืองในผลงานของเขาให้เด่นชัดขึ้น งานหลายชิ้นของ Baphoboy นำเสนอการกดขี่ทางสังคมในทุก ๆ รูปแบบความสัมพันธ์เช่น รัฐและปัจเจกชนหรือครูและนักเรียนผ่านอุปนิทัศน์ของฉากความรุนแรงที่เต็มไปด้วยเลือดและอาวุธ ซึ่งยื้อยุดกับภาพใบหน้าของบุคคลที่มักเป็นดวงหน้าเปล่งรอยยิ้ม ราวกับจะใช้การแฝงนัยดังกล่าวเพื่อวิพากษ์สังคมไทยที่ความอยุติธรรมเป็นสิ่งที่ได้รับการอดทนอดกลั้น และความรุนแรงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างธรรมดาสามัญ และเป็นสิ่งที่ปัจเจกต้องอดทนอยู่ให้ได้ภายใต้ใบหน้าที่ชื่นมื่น 

นอกจากงานวรรณกรรมและศิลปะรูปแบบต่าง ๆ แล้ว ประเด็นเรื่องการแฝงนัยยังเกี่ยวข้องกับแนวคิดทางปรัชญาอย่างมีนัยสำคัญ หากธรรมชาติของการแฝงนัยตั้งอยู่บนความลักลั่น ไม่ว่าจะเป็นระหว่างสิ่งที่พูดกับสิ่งที่คิด หรือสิ่งที่เห็นกับความเป็นจริง แต่ลักษณะการแฝงนัยสำหรับกลุ่มนักคิดสายหลังโครงสร้างนิยม (Poststructuralism) ซึ่งเป็นสกุลความคิดที่สำคัญที่สุดในศตวรรษที่ 20 และเกี่ยวโยงกับกรอบการมองและวิธีการ “อ่าน” แบบรื้อสร้าง (Deconstruction) แล้ว การแฝงนัยเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้หากแต่ฝังตัวอยู่ในระบบสัญญะอย่างภาษาตั้งแต่แรกเริ่ม ภาษาไม่สามารถสร้างความหมายที่ตรึงแน่นหรือแทนที่ความคิดในหัวโดยการสื่อออกมาในภาษาได้อย่างไร้จุดบกพร่อง หากแต่ภาษาเต็มไปด้วยความไม่มั่นคง การแฝงนัย เช่นเมื่อมีผู้พูดว่า “วันนี้ใส่เสื้อสวยจัง” ประโยคดังกล่าวกลับเปิดช่องว่างให้ผู้ฟังตีความได้ในลักษณะประชดเสียดสี ซึ่งในแง่นี้ การ “อ่าน” เพื่อหาการแฝงนัยในตัวบทที่ไม่ได้กำจัดอยู่เพียงตัวบทวรรณกรรม แต่รวมถึงสื่อต่าง ๆ เช่น วาทกรรมที่ไหลเวียนในสังคม โฆษณาชวนเชื่อ และยังเป็นเครื่องมือหนึ่งที่อาจใช้เพื่อสั่นคลอนและตั้งคำถามต่อหลาย ๆ ระบบ เพื่อแสดงให้เห็นความลั่กลั่นยอกย้อนที่อาจจะไม่ได้เป็นความจริงที่สมบูรณ์พร้อม

จากทั้งหมดนี้ จะเห็นได้ว่าการแฝงนัยไม่สามารถถูกมองว่าเป็นเพียงเครื่องมือทางวาทศิลป์ที่เรียบง่ายอีกต่อไป หากแต่สามารถใช้เพื่อผลลัพธ์ที่หลากหลาย เป็นเครื่องมือทางการเมืองที่ทุกฝ่ายอาจช่วงชิงหรือนำไปสู่การรังสรรรค์งานศิลปะออกมาได้หลายรูปแบบ เผยให้เห็นถึงศักยภาพของภาษาและความสร้างสรรค์ของมนุษย์ที่ไร้ขอบจำกัด

1ณัฐนัย ประสานนามเรียกการแฝงนัยประเภทนี้ว่า “ถ้อยคำแฝงนัย” ในขณะที่ณัฐพร พานโพธ์ทอง เรียกว่า “ถ้อยคำนัยผกผัน”

ที่มาภาพเปิด : istockphoto

เรื่อง : สันติสุข พระบุญญา และรศ. ดร. แพร จิตติพลังศรี