[Featured Book]
Irony and Sarcasm
โดย Roger Kreuz

“วันนี้อากาศดีจัง!” ทั้งที่ขณะนั้นพายุกำลังเข้าและฝนกำลังตก การพูดประชดประชันมักเป็นเรื่องที่ไม่จริงแต่กลับมีความซับซ้อนมากกว่าการพูดโกหกเสียอีก เห็นได้ชัดว่าการพูดประชดประชันหรือเสียดสีสังคมเป็นสิ่งที่ถูกนำมาใช้ในชีวิตประจำวันอย่างแพร่หลายมากขึ้น ทั้งจากการสื่อสารแบบต่อหน้าหรือผ่านสื่อโซเชียลเน็ตเวิร์กต่าง ๆ แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่า “การประชดประชัน” และ “การเสียดสี” แตกต่างกันอย่างไร ใช้ในบริบทใด และผลกระทบจากการใช้คำพวกนี้เป็นอย่างไรบ้าง

ผู้เขียนหนังสือ Irony and Sarcasm หนึ่งในหนังสือชุด The MIT Press Essential Knowledge Series ที่รวบรวมประเด็นน่าสนใจในปัจจุบัน สร้างสรรค์ขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน มีเนื้อหาตั้งแต่ด้านวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ตลอดจนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้อธิบายถึงการประชดและการเสียดสีในรูปแบบต่าง ๆ รวมถึงความหมายที่ต้องการสื่อสาร เพื่อบอกเล่าวิธีที่ผู้คนใช้สื่อสารถึงกันให้ได้ความหมายตามที่ผู้ส่งสารตั้งใจ ตลอดจนประเด็นปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้คำประชดประชันและคำพูดเสียดสีกันทางออนไลน์ ที่ผู้คนส่วนใหญ่มักใช้กันจนหลงลืมและไม่ได้ใส่ใจในผลกระทบที่ตามมา 

การใช้คำพูดประชดประชันเพื่อสื่อความหมายที่ตรงข้ามกับสิ่งที่ต้องการจะสื่อจริง ๆ และใช้การเสียดสีเพื่อทดแทนการกล่าวถึงบุคคลหรือเรื่องนั้น ๆ โดยตรง กำลังทำให้การอ่านและเข้าใจ “ตามตัวอักษร” อาจใช้ไม่ได้กับการสื่อสารในปัจจุบันไปเสียแล้ว เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่า สิ่งที่เรากำลังอ่านอยู่หรือฟังอยู่นั้นมีความหมายที่ซุกซ่อนอยู่หรือไม่ 

[Animation]
Family Guy
โดย Seth MacFarlane

ถ้าพูดถึงการ์ตูนผู้ใหญ่ ตลกร้าย เสียดสีสังคม คุณนึกเรื่องอะไร...Family Guy คือหนึ่งในแอนิเมชันแนวเสียดสีสังคมซึ่งล้อเลียนเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมอเมริกัน บอกเล่าการดำเนินชีวิตประจำวันสุดเพี้ยนของครอบครัวหนึ่งโดยสอดแทรกมุกตลก การล้อเลียน คำหยาบคาย และความรุนแรงที่ทำให้ต้องใช้วิจารณญาณในการรับชมอย่างสูง แอนิเมชันเรื่องนี้ดำเนินเรื่องแบบจบในตอนหรืออาจมีความเชื่อมต่อกันบ้างในบางตอน ทำให้สามารถรับชมได้โดยไม่ต้องกังวลว่าจะลืมเรื่องราวก่อนหน้าเมื่อกลับมาดูอีกครั้ง และแม้ว่าหลายคนอาจมองว่าแอนิเมชันเรื่องนี้รุนแรงและหยาบคายเกินไป แต่หากเข้าใจในสิ่งที่ตัวละครนำเสนอ ผู้ชมจะได้ข้อคิด ความสนุกสนาน และเสียงหัวเราะจากสารเหล่านั้นไม่น้อยทีเดียว 

[BOOK]
Classic Art Memes 
โดย Rob Ward 

รู้ไหม meme มีตั้งแต่ยุคคลาสสิกแล้วนะ!...คำว่า “meme” หรือ “มีม” ถูกบัญญัติขึ้นปี ค.ศ.1976 ในหนังสือที่ชื่อว่า “The Selfish Gene” โดย Richard Dawkins ซึ่งมีความหมายว่าความคิดที่ถูกถ่ายทอดผ่านรูปภาพ ข้อความ หรือสัญลักษณ์ เพื่อให้ความหมายในเชิงตลกหรือล้อเลียน บางครั้งเราใช้มีมเพื่อแทนความรู้สึกในช่วงเวลานั้นหรือในโอกาสต่าง ๆ  เหมือนมีมในหนังสือ Classic Art Memes เล่มนี้ที่เต็มไปด้วยภาพศิลปะคลาสสิกตั้งแต่ยุคเรเนสซองส์ไปจนถึงยุคบาโรก แต่ละภาพล้อเข้ากับสถานการณ์ในปัจจุบันซึ่งเต็มไปด้วยข้อความชวนหัว แอบแซะ และจิกกัด ทันทีที่ได้เปิดอ่านหนังสือเล่มนี้ รับรองคุณจะคิดไม่ถึงว่า ศิลปะคลาสสิกในยุคก่อนก็มีภาพแบบนี้อยู่ด้วย

[ARTICLE]
Parody: Fake News, Regeneration and Education
โดย Christine Sinclair

เมื่อพูดถึงคำว่า “ล้อเลียน” ก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องใกล้ตัวในชีวิตประจำวัน บ้างใช้ล้อเลียนผู้อื่น บ้างก็ถูกผู้อื่นล้อเลียน แต่เราเข้าใจความหมายและวัตถุประสงค์ของคำ ๆ นี้ดีแค่ไหน การล้อเลียน (Parody) มีความหมายว่า การเลียนแบบต้นฉบับไม่ว่าจะเป็นบุคคล สิ่งของ หรือเหตุการณ์ต่าง ๆ เพื่อสร้างบรรยากาศและเสียงหัวเราะ แต่บางครั้งการล้อเลียนอาจนำมาซึ่งโทษที่คาดไม่ถึง เช่น การพูดจาเสียดสี การวิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่น หรือการสร้างข่าวปลอมที่บิดเบือนจากความเป็นจริง ดังตัวอย่าง Fake news “ทรัมป์ได้ก้าวลงจากตำแหน่งแล้ว” จากหนังสือพิมพ์ฉบับปลอม The  Washington Post เพื่อหลอกลวงล้อเลียน และเสียดสี การล้อเลียนจึงควรเลือกใช้อย่างระมัดระวัง เพราะแม้จะมีวัตถุประสงค์ดี แต่ก็อาจสร้างความไม่สบายใจแก่ผู้อื่นได้ 
สามารถอ่านบทความได้ที่นี่

เรื่อง : ภัทราพร ดุลมะดัน และ ชนกมาศ ไพรศรี