การเสริมทักษะการเรียนให้เด็กๆ ด้วยการฝึกให้สร้างหุ่นยนต์อาจไม่ใช่ภาพที่เห็นได้ทั่วไปในระบบการศึกษาไทย แต่สำหรับครูหนุ่ม-วิทวัส สินส่งสุข และครูบุ๊ง-อิษฏา เหล่าสุนทรากุล จาก Raise Genius School มองเห็นว่าการเสริมทักษะรอบด้านจะเป็นแนวทางสำคัญที่ทำให้เด็กๆ มีความคิดสร้างสรรค์ ฝึกสมาธิ กล้าแสดงออก และมองวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์เป็นเรื่องที่สนุก ผ่านการลงมือทำ ทดลอง ผิดพลาด และเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง
Raise Genius School เกิดขึ้นตั้งแต่ พ.ศ.2554 จากการการรวมกลุ่มของครูหนุ่ม ครูบุ๊งและทีมงานผ่านโครงการหน่วยบ่มเพาะวิสาหกิจในสถาบันอุดมศึกษาจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ซึ่งครูหนุ่มเองก็อยู่ในวงการหุ่นยนต์มานาน เรียนทั้งปริญญาตรีและปริญญาโททางด้านหุ่นยนต์โดยเฉพาะ ส่วนครูบุ๊งอยู่ในวงการวิศวกรรมสิ่งทอ เชี่ยวชาญเรื่องการจัดการ คำนวณต้นทุน คิดราคาและหาตลาด เรียกได้ว่าถ้าครูบุ๊ง “เก่งด้านการจัดการ” ครูหนุ่มเองก็ “เก่งด้านเทคโนโลยี เติมเต็มสิ่งที่จำเป็นในการขับเคลื่อนธุรกิจร่วมกัน


ปัจจุบัน Raise Genius School มีโรงเรียนทั้งหมด 4 สาขา เปิดสอนหลักสูตรสอนประดิษฐ์หุ่นยนต์ มีตั้งแต่สื่อเลโก้สำหรับเด็ก เริ่มเรียนจนกระทั่งถึงเด็กที่ชำนาญแล้ว เปลี่ยนเป็นสื่อประเภท Real Part ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีการเขียน Coding โดยนำเทคโนโลยี Augmented Reality (AR) , Virtual Reality (VR)  มาประกอบ ผ่านหลักสูตรคอร์สวันเสาร์อาทิตย์และค่ายปิดเทอม ซึ่งสามารถเริ่มเรียนได้ตั้งแต่อายุประมาณ 5 ปีขึ้นไป


นอกจากนี้ยังมีการจัดค่ายในสถานศึกษา คอร์สอบรมเพื่อแข่งขัน เวิร์คช็อป ซึ่งมีหลักสูตรตั้งแต่ประถมศึกษาไปจนถึงชั้นมัธยมศึกษา โดยใช้เทคโนโลยี 3D e-learning ในการสร้างหุ่นยนต์สำหรับโรงเรียนที่ต้องการเปิดหรือจัดตั้ง "ห้องเรียนหุ่นยนต์” เรียกได้ว่าถ้ากำลังมองหาการเรียนรู้ในด้านหุ่นยนต์หรือเทคโนโลยี มาที่ Raise Genius School  มีบริการให้ครบวงจร


ในช่วงสถานการณ์ COVID-19 สถาบัน Raise Genius School ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน ในช่วงที่รัฐบาลประกาศนโยบายปิดสถานศึกษา Raise Genius School ก็ต้องเลื่อนการเปิดสถาบันไปอีก 2 เดือน เนื่องจากการเรียนรู้ของที่นี่เน้นการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติ จะมีแค่บางคอร์สเท่านั้นที่สามารถเปิดเรียนออนไลน์ได้ และในภาพรวมยังถือว่ารับได้อยู่ เพราะ Raise Genius ปรับวิธีการสอนบางส่วนให้เป็นดิจิตอล มาประมาณ 3 ปีแล้ว ทำให้ธุรกิจยังไปต่อได้โดยไม่ลำบากมากนัก


Raise Genius School เป็นหนึ่งในกิจการที่เข้าร่วมโครงการ “CEA VACCINE ร่วมสร้างสรรค์ภูมิคุ้มกันเศรษฐกิจไทย” โดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการและบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้น เพื่อให้ผ่านพ้นสถานการณ์วิกฤตและมีภูมิคุ้มกันเพื่อการฟื้นตัวและป้องกันในระยะยาว


CEA : อะไรที่ทำให้ Raise Genius School มาเข้าร่วม CEA Vaccine?
Raise Genius School  : เกิดจากการที่เราอยากให้คนรับรู้ว่าเรา "โตขึ้น" เราทำงานหนักนับจากวันแรกเป็นร้อยเท่า เรามีประสบการณ์ มี know-how ที่พิสูจน์แล้วว่าเสริมทักษะให้กับเด็กๆ ได้จริง  เรามีเรื่องราวเกิดขึ้นเต็มไปหมด แต่ภาพลักษณ์ที่คนมองเห็นเราตอนนี้ยังเหมือน 10 ปีที่แล้วที่ยังมองว่าเรา "ยังเด็ก" เหมือนเป็นกิจการที่เพิ่งเริ่มต้น สมัยก่อนเราสื่อสารเรื่องเลโก้ เรื่องเด็กเล็ก ซึ่งเมื่อสมัยก่อนที่สังคมส่วนใหญ่ยังมองว่าเป็นเรื่องเพ้อฝัน มีเพียงผู้ปกครองบางส่วนที่มีวิสัยทัศน์เล็งเห็นว่า การเรียนหุ่นยนต์สามารถนำมาประกอบอาชีพได้ จึงส่งเสริมให้บุตรหลานมาเรียนในช่วงต้นๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความเข้าใจของคนในสังคมเกี่ยวกับการเรียนด้านหุ่นยนต์มีมากขึ้น ประกอบกับการเปิดสอนด้านหุ่นยนต์ระดับปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยนี่ช่วยได้มาก  ส่งผลให้ในระดับมัธยมก็เริ่มตื่นตัวมากขึ้น เราทั้งสองคนรู้สึกว่ามันถึงเวลาแล้วที่จะต้องเปลี่ยน แต่เราสองคนเองเติบโตมาทางสายวิศวกรรม ไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องการออกแบบหรือสื่อสารมวลชนมากนัก เราก็เลยคิดว่าอยากมีใครสักคนที่เข้ามาช่วยเรื่องออกแบบอย่างเป็นกิจลักษณะ 

 

CEA : เข้าโครงการแล้วได้เรียนรู้อะไรและต่อยอดอะไรได้?
โลโก้เดิมของ Raise Genius School
 


โลโก้ใหม่ของ Raise Genius School 

 

Raise Genius School : เราแลกเปลี่ยนกับดีไซเนอร์ว่า เราต้องการมีลักษณะโลโก้ที่โตขึ้นโดยที่ไม่ต้องมีคำว่า Robot อยู่ เนื่องจากเราไม่ได้สอนแค่ Robot เท่านั้น ทางดีไซน์เนอร์ก็ขอข้อมูลเพิ่มว่าที่สถาบันมีลักษณะอย่างไร เป็นอย่างไร ผู้ปกครองและเด็กมองเห็นเราเป็นอย่างไรบ้าง แรกเริ่มเขาก็จะเห็นโลโก้ของเราถ้าเอาแค่ตัวโลโก้อย่างเดียว คนจะรับรู้ว่าเกี่ยวกับเด็ก แต่ไม่รู้ชัดเจนว่าด้านไหน แต่พอ CEA เข้ามาช่วยดูเรื่องการออกแบบ (ยื่นโลโก้ใหม่ให้ดู) ก็จะเห็นภาพเป็นหุ่นยนต์ชัดเจน มีลูกเล่น มีความสนุกสร้างสรรค์ มีที่มา มีแนวทางมาให้ ใช้แบบโลโก้ไหนได้หรือไม่ได้ ขนาด สี ตัวอักษร สัดส่วน และด้วยความที่เรามีบริการหลากหลาย เรามีเวิร์คชอป เรามีสอนในโรงเรียน จะจัดวางกันอย่างไร หากจะทำงานนำเสนอก็อ้างอิงจากโลโก้หลักได้ สิ่งที่ CEA เข้ามาช่วยคือการสร้าง Brand Identity ให้สื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายได้ได้หลากหลายและชัดเจนยิ่งขึ้น ทั้งในเว็บไซต์ โซเชียลมีเดีย แผ่นพับประชาสัมพันธ์ ปรับทุกจุดที่ลูกค้าจะมีโอกาสเห็นและเข้ามาสัมผัสกับธุรกิจของเรา ตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงดำเนินการปรับเปลี่ยน


CEA : ในอนาคตวางแผนไว้อย่างไร?
Raise Genius School: แผนตอนนี้ยังเป็นไปตามแผนเมื่อ 3 ปีที่แล้วอยู่ ตอนนี้เราทำ 3D e-learning เราก็หวังว่าโรงเรียน ในประเทศไทย จะเข้ามาใช้ 3D e-learning อย่างน้อยสัก 50 % ซึ่งเราก็พยายามทำให้การเรียนของเราให้สนุกขึ้น ทีมของเราเองก็สามารถถ่ายทอดวิธีการเรียนการสอนให้กับครู ไปช่วยออกแบบและจัดการ "ห้องเรียนหุ่นยนต์"ให้โรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการเพื่อให้สามารถจัดการเรียนการสอนของตัวเองได้


มีสิ่งหนึ่งที่ Raise Genius School เน้นย้ำตลอดการให้สัมภาษณ์คือ “สิ่งที่เราใส่ใจจริงๆ คือการเสริมสร้างทักษะให้กับเด็ก การเรียนการสอนด้านหุ่นยนต์เป็นเครื่องมือหนึ่งที่ตอบโจทย์การเรียนรู้ของเด็กๆ ได้ ทำให้เด็กได้ฝึกคิด สร้างสรรค์ กล้าทดลอง กล้าล้มเหลว และได้เรียนรู้ทั้ง Hard Skill และ Soft Skill อย่างสนุกสนาน ให้เด็กเติบโตไปพร้อมกับความรู้สึกชอบที่ได้เรียนรู้ อะไรที่ทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้แบบนี้ได้ เราทำหมด”


 ไม่ว่าเทคโนโลยีจะล้ำหน้าไปมากแค่ไหนหรือระบบการศึกษาจะเปลี่ยนไปแค่ไหนก็ตาม หัวใจสำคัญของ Raise Genius School คือการให้ความสำคัญกับผู้เรียนรู้ เพราะเข้าใจธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็กจึงทำให้ Raise Genius School คงอยู่และเติบโตจนเข้าขวบปีที่ 10 ได้อย่างสง่างามและเป็นผู้เล่นสำคัญในการผลักดันการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีให้เป็นที่ยอมรับของสังคม

 

เรียบเรียงโดย ฐิติฤกษ์ พรหมวนิช