หลายคนอาจมองหาผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ด้านฟังก์ชันและการใช้งาน ยิ่งมีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาสร้างสรรค์เป็นนวัตกรรมล้ำยุค ก็น่าจะยิ่งเป็นสินค้าที่ได้รับความสนใจจากผู้บริโภค แต่เบื้องหลังการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าของแบรนด์ยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมการผลิตจากแดนอาทิตย์อุทัยที่ขึ้นชื่อเรื่องการนำเทคโนโลยีมาใช้พัฒนาผลิตภัณฑ์ กลับเริ่มมีแนวคิดที่เปลี่ยนไป โดยหันมาตระหนักถึงความสำคัญในการส่งมอบ “ประสบการณ์ที่ดี” หรือแม้แต่ “ความสุข” ในการใช้งานให้กับผู้บริโภค ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าความก้าวล้ำทางนวัตกรรม 

และนี่คือการเปลี่ยนแปลงใน “ปรัชญาการออกแบบ” ผลิตภัณฑ์ของ “ฮิตาชิ” และ “โซนี่” สองแบรนด์ใหญ่ที่ครองใจผู้บริโภคมาอย่างยาวนาน พวกเขากำลังทำอะไร และสิ่งไหนกันแน่ที่จะเป็นอนาคตของแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้ายุคใหม่จากญี่ปุ่น

จากผู้ผลิตสินค้าสู่ผู้นำเสนอประสบการณ์ 
ประเทศญี่ปุ่นเคยเป็นโรงงานของโลก ในยุคหลังสงคราม เมื่อประเทศญี่ปุ่นเริ่มปฏิวัติอุตสาหกรรม คำว่า “โมโนสึคุริ(Monozukuri) ” ซึ่งแปลตรงตัวว่า “การสร้างสรรค์หรือผลิตสินค้า” กลายเป็นคำที่แพร่หลายไปทั่วประเทศ คำนี้แฝงความหมายลึกลงไปถึงปรัชญาและกระบวนการผลิตในโลกอุตสาหกรรม นั่นคือมีการวางแผนกระบวนการอย่างเป็นระบบ แบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน แต่มีการประสานงานในองค์รวมอย่างสมบูรณ์ ส่งผลให้เกิดคำศัพท์เฉพาะในแวดวงการผลิตหลายคำที่นิยมใช้เป็นคำทับศัพท์ภาษาญี่ปุ่นไปทั่วโลก เช่น 5S1, Kaizen2, Hou Ren Sou3 ฯลฯ ปรากฏการณ์นี้ขับให้ญี่ปุ่นโดดเด่นด้าน “วัตถุ” และ “เทคโนโลยี” การผลิตสินค้าเกิดขึ้นจากไอเดียในห้องวิจัย วัตถุทุกอย่างมาพร้อม “ฟังก์ชัน” ที่ไม่มีใครเทียบเคียง ทว่าเมื่อโลกเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์การผลิตสินค้า แพร่ขยายไปทั่วโลก กระบวนการแบบ Monozukuri เองก็ได้รับการถ่ายทอดสู่หลายประเทศ แต่เมื่อผนวกเข้ากับจุดแข็งที่แตกต่างกัน ญี่ปุ่นก็ไม่อาจเป็นผู้นำในโลกอุตสาหกรรมได้เต็มตัวเหมือนเมื่อก่อน จึงนำไปสู่แนวคิดในการออกแบบใหม่ที่เรียกว่า “โคโตะสึคุริ (Kotozukuri)” หรือการสร้างเรื่องราว และ “ไทเค็นสึคุริ (Taikenzukuri)” หรือ การสร้างประสบการณ์

ภาพลักษณ์ใหม่แสนอ่อนโยน 
จากคอนเซ็ปต์ของ “เทคโนโลยีแห่งอนาคต” ที่ดูเท่ล้ำนำสมัยในยุคบุกเบิก ทั้งโซนี่และฮิตาชิเริ่มปรับเทรนด์สู่ “เทคโนโลยีที่พร้อมช่วยแก้ปัญหาและเคียงข้างคุณ” โดยนำเสนอ “ภาพลักษณ์” ก่อน “เทคโนโลยี” จริง ๆ แล้วคอนเซปต์นี้อาจไม่แปลกในกลุ่มสินค้าแฟชั่น หรือแบรนด์สินค้าที่อาจอยู่นอกเหนือความจำเป็นด้านการใช้งาน แต่สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เคยมี “ฟังก์ชัน” เป็นจุดขาย นี่ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ

เมื่อดูตัวอย่างจากเว็บไซต์ของฮิตาชิ เราจะเห็นการนำเสนอวิถีชีวิตของผู้ใช้งานโดยที่บริษัทไม่ได้เน้นพูดถึงรุ่นของสินค้าโดยตรง แม้กระทั่งอ่านจนจบแล้ว หลายครั้งเรานึกภาพไม่ออกเลยด้วยซ้ำว่า ผู้บริโภคแต่ละคนใช้ผลิตภัณฑ์ตัวไหนของฮิตาชิกันบ้าง แต่สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่ผู้บริโภคแต่ละคนได้ใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าร่วมกับ “ฮิตาชิ”  ในขณะเดียวกัน ยักษ์ใหญ่อีกเจ้าอย่างโซนี่  ที่ยึดหลักการออกแบบที่เน้นให้ความสำคัญกับ “สัญชาตญาณ” และ “ความรู้สึก” เป็นหลักอยู่เสมอ 

แน่นอนว่าทั้งสองบริษัท รวมถึงบริษัทยักษ์ใหญ่ในโลกอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นเจ้าอื่น ๆ ยังคงนำ “ฟังก์ชัน” และ “เทคโนโลยี” แบบใหม่มาใช้ในการออกแบบเครื่องใช้ไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะการเชื่อมโยงกับระบบ IoT เพื่อตอบรับไลฟ์สไตล์แห่งยุคสมัย ทว่าการปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ของดีไซน์และปรัชญาการพัฒนาสินค้าให้เป็นมิตรกับผู้บริโภคมากขึ้น รวมทั้งเลือกโฟกัสที่ความเป็นมิตรและความรู้สึกอบอุ่น แทนความหวือหวาของฟังก์ชันการใช้งานแบบยุคเก่า อาจกลายเป็นคีย์เวิร์ดสำคัญแห่งศตวรรษที่ 21 ซึ่งโอบอุ้มให้อุตสาหกรรมของญี่ปุ่นยังมีชีวิตต่อไป

1ในภาษาไทยนิยมแปลว่า 5ส เป็นกระบวนการหนึ่งที่ใช้เพิ่มประสิทธิภาพขององค์กร ประกอบด้วย Seiri (สะสาง), Seiton (สะดวก), Seisou (สะอาด), Seiketsu (สุขลักษณะ) และ Shitsuke (สร้างนิสัย)
2หมายถึงกระบวนการปรับปรุงสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างต่อเนื่องโดยเน้นที่ความมีส่วนร่วมของพนักงาน โรงงานสัญชาติญี่ปุ่นในต่างประเทศก็นิยมใช้ทับศัพท์ว่า ไคเซ็น
3พื้นฐานการสื่อสารและทำงานร่วมกันในองค์กรของญี่ปุ่น ย่อมาจากคำ 3 คำ ได้แก่ Houkoku (การรายงาน), Renraku (การติดต่อ) และ Soudan (การปรึกษาหารือ)

ที่มาภาพ : homeappliances.hitachi.com

ที่มา : homeappliances.hitachi.com/lifecentric/th/listentolife
sony.co.jp/SonyInfo

เรื่อง : ปิยะวรรณ ทรัพย์สำรวม