ในบทความตอนที่แล้วเราได้กล่าวถึงความสำคัญและประโยชน์ของความยั่งยืนที่มีต่อภาคธุรกิจ ในบทความนี้เราจะมาดูกันว่าถ้าองค์กรเอกชนมีความตื่นตัวและอยากจะนำความยั่งยืนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจนั้น บริษัทต้องทำอย่างไรบ้างเพื่อเปลี่ยน  (Transform) องค์กรให้กลายเป็นธุรกิจที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

1. Assess the problem and define objectives: ประเมินปัญหาและกำหนดวัตถุประสงค์
ขั้นตอนเเรกๆ ที่สำคัญมากในการทรานส์ฟอร์มองค์กรไปสู่องค์กรที่ยั่งยืนคือการประเมินและทำความเข้าใจว่า “ความยั่งยืน” มีความหมายและความสำคัญอย่างไรต่อทีมงาน ต่อบริษัท และ ต่อลูกค้าและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยอาจจะเริ่มจากการถามแต่ละกลุ่มว่าคิดว่าปัญหาอะไรที่มีความสำคัญและต้องรีบได้รับการแก้ไขโดยด่วน โดยคำถามชี้นำที่องค์กรอาจจะเอามาถามในขั้นตอนนี้  ได้แก่ องค์กรมีการสร้างขยะมากแค่ไหนในเเต่ละวัน วัฒนธรรมองค์กรเป็นอย่างไรบ้าง แนวทางการจ้างงานขององค์กรดึงดูดผู้สมัครงานที่มีความหลากหลายหรือไม่ ผลิตภัณฑ์ของบริษัทมีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือกลุ่มคนเปราะบางหรือไม่ บริษัทได้สร้างผลกระทบอย่างไรต่อชุมชนท้องถิ่น เป็นต้น คำตอบที่ได้จากคำถามเหล่านี้จะเป็นตัวช่วยที่ดีที่ทำให้บริษัทสามารถกำหนดวัตถุประสงค์และตั้งเป้าหมายด้านความยั่งยืนของบริษัทต่อไป

ทั้งนี้เวลาบริษัทตั้งเป้าหมายด้านความยั่งยืนอาจจะยึดตามหลัก SMART กล่าวคือ 

S-Specific  เป้าหมายนั้นต้องเจาะจง, 
M-Measurable วัดผลได้
A-Achievable สามารถทำให้สำเร็จได้
R-Relevant มีความเกี่ยวข้อง 
T-Time-bound มีขอบเขตเวลา

2. Establish Your Mission : สร้างพันธกิจขององค์กร
หลังจากที่องค์กรได้มีการกำหนดวัตถุประสงค์ด้านความยั่งยืนที่เป็นรูปธรรมเเล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการตั้งพันธกิจด้านความยั่งยืนของบริษัทและนำพันธกิจนั้นมาเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ โดยคำแถลงพันธกิจ หรือ Mission Statement ที่ดีนั้นจะต้องเเสดงให้เห็นชัดเจนว่าบริษัทให้ความสำคัญกับการลงมือปฎิบัติจริงให้เกิดผล ต้องสอดคล้องกับค่านิยมขององค์กร และ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญว่าทำไมองค์กรถึงเลือกทำสิ่งนั้นๆ พูดง่ายๆ ก็คือ Mission Statement ที่ดี จะต้องสะท้อน 5 Ws อันได้แก่ Who, What, When, Where และ Why เช่น พันธกิจของบริษัท Patagonia คือ “สร้างผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุด ไม่ก่อให้เกิดอันตรายโดยไม่จำเป็น ใช้ธุรกิจเพื่อสร้างเเรงบันดาลใจและดำเนินการแก้ปัญหาวิกฤตสิ่งเเวดล้อม”[1] คำแถลงพันธกิจนี้สะท้อนให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าบริษัทอย่าง Patagonia ให้คุณค่ากับอะไรและดำเนินการอย่างไรเพื่อบรรลุค่านิยมเหล่านัั้น

ที่มา:  patagonia.com/ourmission 

3. Align business strategy with sustainability: กลยุทธ์ทางธุรกิจต้องสอดคล้องกับความยั่งยืน
คณะผู้บริหารจำเป็นต้องมีความชัดเจนตั้งเเต่วันเเรกที่ประกาศจะขับเคลื่อนองค์กรของตนไปสู่ธุรกิจที่มีความยั่งยืนว่ากลยุทธ์ทางธุรกิจของบริษัทนั้นต้องมีความสอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับแผนพัฒนาด้านความยั่งยืน หากไม่สอดคล้องกันเเล้ว ท้ายสุดเรามักจะเห็นบริษัทเลือกที่จะให้ความสำคัญกับกลยุทธ์ธุรกิจที่สร้างผลตอบเเทนทางการเงินมาก่อนแผนที่สร้างผลตอบแทนทางบวกให้กับสังคม และ ท้ายสุดความตั้งใจที่จะเปลี่ยนองค์กรให้กลายเป็นธุรกิจที่ยั่งยืนอย่างเเท้จริงจึงไม่สามารถเกิดขึ้นได้ จริงๆแล้วต้องบอกว่ามีตัวอย่างดีๆจากหลายบริษัทที่สามารถสร้างกลยุทธ์ทางธุรกิจที่สอดคล้องกับความยั่งยืนได้เป็นอย่างดี เช่น Unilever[2] ที่มีการวางคอนเซป “การใช้ชีวิตที่ยั่งยืน” หรือ “Sustainable Living” ให้เป็นคอนเซปหลักของทั้งกลยุทธ์ทางธุรกิจและความยั่งยืน โดยบริษัทมีความตั้งใจที่สร้างการเติบโตทางธุรกิจที่ต้องไม่ก่อให้เกิดผลเสียกับสิ่งเเวดล้อม ผ่านการลดการสร้างขยะและของเสีย ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและให้เกิดประโยชน์สูงสุด และ จัดหาวัตถุดิบจากแหล่งผลิตอินทรีย์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งเเวดล้อม

ที่มา : unilever.com/sustainable-living/

 
4. Reactive to Proactive: นำความยั่งยืนมาใช้ในเชิงรุกแทนเชิงรับ
การก้าวขึ้นมาเป็นผุ้นำในด้านความยั่งยืนของบริษัทชั้นนำหลายเเห่งไม่ว่าจะเป็น Nike, Coca-Cola, Telenor, IKEA, และ Nestle นั้นล้วนเป็นผลมาจากการต้องเผชิญกับวิกฤต การถูกคว่ำบาตรจากสาธารณชนที่จะไม่ใช้สินค้าของบริษัท ตัวอย่างเช่น กรณีของ  Nike ในช่วงปี  1990s ที่สินค้าถูกแบนจากบรรดาลูกค้าเพราะมีการใช้เเรงงานอย่างไม่เหมาะสมในประเทศต่างๆ เช่น อินโดนีเซีย เป็นต้น ด้วยความตระหนักถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อบริษัทจากการดำเนินธุรกิจที่สร้างผลกระทบทางลบให้กับสังคม บริษัทอย่าง Nike[3] จึงลุกขึ้นมาปรับแผนธุรกิจใหม่เเละมีการประกาศใช้นโยบายด้านความยั่งยืนในเชิงรุกมากขึ้น ผ่านการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับโรงงานที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด ทั้งในเเง่นโยบายการจ้างงาน เงินเดือนเเรงงาน และ การปฏิบัติต่อลูกจ้างของโรงงาน เป็นต้น ซึ่งนับว่าเป็นบริษัทเเรกๆ ของโลกที่ได้ทำการเปิดเผยข้อมูลการปฏิบัติต่อเเรงงาน โดยในปัจจุบัน Nike ยังเป็นบริษัทตัวอย่างให้แก่บริษัทอื่นๆ ในด้านการเคารพสิทธิมนุษยชนและปฏิบัติต่อเเรงงานอย่างเป็นธรรมอีกด้วย
  
5. Engage the Board and the organization broadly: คณะผู้บริหารและทุกคนในองค์กรต้องมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ความยั่งยืน


องค์กรจะปรับตัวสู่องค์กรที่ยั่งยืนอย่างแท้จริงไม่ได้เลยถ้าผู้บริหารไม่ให้ความสำคัญ หรือ ยังคิดว่าความยั่งยืนไม่ใช่หน้าที่ของภาคเอกชนและเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็น ในขณะเดียวกัน แม้ว่าผู้บริหารจะเข้าใจและพยายามผลักนโยบายความยั่งยืนมากแค่ไหนองค์กรก็ไม่สามารถทรานส์ฟอร์มสู่องค์กรที่ยั่งยืนที่สมบูรณ์แบบได้หากพนักงานในองค์กรไม่เข้าใจถึงบทบาทของตนในการสร้างองค์กรให้เป็นองค์กรที่ยั่งยืน ด้วยเหตุนี้ บริษัทอย่าง Salesforce.come จึงตั้งโครงการ 1-1-1[4] ขึ้นมาเพื่อกระตุ้นให้พนักงานใช้เวลาอย่างน้อย 1% ของเวลาการทำงานเพื่อไปมีส่วนร่วมกับองค์กรด้านสิ่งเเวดล้อมและโครงการที่สนับสนุนชุมชนท้องถิ่น เป็นต้น

ที่มา: salesforce.org/blog/will-pledge-1-givingtuesday/
 
จริงๆ แล้วต้องบอกว่าขั้นตอนข้างต้นเป็นเพียงแนวทางเบื้องต้นสำหรับบริษัทที่อยากจะปรับเปลี่ยนไปสู่ธุรกิจที่ยั่งยืนและสร้างผลกระทบเชิงบวกให้เกิดขึ้นกับสังคมต้องคำนึงถึง แต่ท้ายสุดเเล้วการสร้างธุรกิจที่ยั่งยืนนั้นคงไม่ได้มีสูตรสำเร็จตายตัวเพียงสูตรเดียวและคงไม่มีใครรู้ดีเท่ากับตัวของบริษัทเองว่าต้องทำอย่างไรบริษัทจึงทรานส์ฟอร์มสู่ธุรกิจที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง ทั้งนี้เมื่อบริษัทได้มีการกำหนดกลยุทธ์ความยั่งยืนขึ้นมาแล้วก็อย่าลืมที่จะกลับมาทบทวนเป็นระยะ เพื่อให้มั่นใจว่าวัตถุประสงค์ เป้าหมาย ความคืบหน้าและ ผลกระทบที่ธุรกิจสร้างขึ้นนั้นยังมีความสอดคล้องกันอยู่นั่นเอง

เรียบเรียงโดย อภิญญา สิระนาท

อ้างอิง
[1] https://www.patagonia.com.au/pages/our-mission
[2] https://www.unilever.com/sustainable-living/our-sustainable-living-report-hub/
[3] https://news.nike.com/news/nike-issues-fy04-corporate-responsibility-report
[4] https://www.salesforce.org/pledge-1/