ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมานี้  วิวัฒนาการความหมายของคำว่า “ความยั่งยืน” ในบริบทของภาคธุรกิจได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก จากเดิมในช่วงเเรกที่บริษัทจำเป็นต้องเอาคอนเซปความยั่งยืนมาใช้เพราะปัจจัยภายนอกอย่างนโยบายภาครัฐและกฏหมายด้านสิ่งเเวดล้อม ความตื่นตัวและเเรงกดดันจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders) ที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นผู้บริโภค พนักงาน ตลอดจนนักลงทุน มาจนถึงยุคปัจจุบันที่ภาคธุรกิจได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของความยั่งยืนว่าเป็นความจำเป็น (Necessity) และไม่ใช่ตัวเลือก (Choice) อีกต่อไป จึงลุกขึ้นมาเป็นผู้นำขับเคลื่อนนโยบายด้านความยั่งยืน หรือ เป็นผู้สร้าง Market Transformation ในประเด็นนี้เสียเอง

           

        “We are entering a very interesting period of history where the responsible business world is running ahead of the politicians” and taking on a broader role to “serve society.” — Paul Polman, Unilever CEO

 
คราวนี้เราลองมาดูกันว่าการขับเคลื่อนความยั่งยืนในสังคมของภาคธุรกิจนั้นจะเกิดขึ้นได้อย่างไรและธุรกิจต้องปฏิบัติ ปรับตัวอย่างไรบ้างจึงสร้าง Market Transformation ในเรื่องความยั่งยืนให้เกิดขึ้นได้จริงโดยง่าย เราอาจจะเเบ่งการปรับตัวของภาคธุรกิจ ออกเป็น 2 ระยะดังนี้[1]
 
1. Systemic Corporate Strategies
ระยะนี้คือระยะที่บริษัทต่าง ๆ ทบทวนกลยุทธ์ทางธุรกิจใหม่ เพื่อเพิ่มบทบาทของตนในการสร้างความยั่งยืนให้เกิดขึ้น ซึ่งในที่นี้หมายรวมถึงการปรับกลยุทธ์ในด้าน Operation, Partnership, Government Engagement, และ Transparency
 
Operation: จริง ๆ ต้องบอกว่าการดำเนินธุรกิจนั้นตั้งอยู่บนความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความพร้อมของทรัพยากร (Resource availability) และ ความผันผวนของราคา เป็นต้น ด้วยเหตุนี้ การสร้าง Market Transformation ให้เกิดขึ้นนั้น บริษัทจำเป็นต้องเปลี่ยนแนวทางการดำเนินงานโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเพิ่มประสิทธิภาพโลจิสติกส์ซัพพลายเชนเพื่อลดความเสี่ยงจากปัจจัยเหล่านี้  ตัวอย่างเช่น บริษัทขนาดใหญ่อย่าง Nestlé, Coca-Cola, Cargill, และ General Mills ต่างต้องเผชิญกับภัยคุกคามต่อห่วงโซ่อุปทาน อันเนื่องมาจากปริมาณทรัพยากรน้ำที่เคยอุดมสมบูรณ์ กลับหายากขึ้นในปัจจุบัน  เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการบริโภคที่มากเกินไป เป็นต้น เพื่อให้สามารถจัดการระบบการดำเนินธุรกิจดังกล่าวได้ดีขึ้น บริษัทต่าง ๆ จึงเริ่มเปลี่ยนจากการใช้ทรัพยากรในทิศทางเดียว (One-way consumption) ที่ให้ความสำคัญกับการผลิตหรือสกัดทรัพยากรเพื่อนำมาจ่ายแจก จำหน่าย และมาใช้ประโยชน์ มาสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular economy model) ที่คุณค่าของวัตถุดิบ ทรัพยากร และ ผลิตภัณฑ์ได้รับการรักษาให้คงไว้ให้นานที่สุด และ มีการสร้างของเสียต่ำที่สุด เป็นต้น
 
ตัวอย่างเช่น บริษัทพีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ จีซี ได้จัดตั้งโครงการ Upcycling SE Project เพื่อมุ่งเน้นการบริหารจัดการขยะพลาสติกอย่างครบวงจรเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่งเป็นการนำพลาสติกที่ใช้แล้ว มาสร้างมูลค่าจนได้เป็นสินค้าแฟชั่นและ ของใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อจัดจำหน่าย ภายใต้เครื่องหมายทางการค้า “Upcycling by GC” โดยสามารถนำขวด PET กลับมารีไซเคิลได้ประมาณ 505,000 ใบ และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 44.69 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือเท่ากับการปลูกต้นไม้ใหญ่ประมาณ 4,965 ต้น เป็นต้น[2]
  
ที่มา : https://www.pttgcgroup.com/th/sustainability/circular-economy
 
Partnership: บริษัทควรเริ่มมองหาพาร์ทเนอร์ใหม่ ๆ ที่นอกเหนือไปจากพาร์ทเนอร์เดิมที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน ไม่ว่าจะเป็น  NGOs, หน่วยงานรัฐ, บริษัทต่างอุตสาหกรรมที่อาจดูไม่เกี่ยวข้องกันเลย หรือ เเม้กระทั่งคู่เเข่งของตน ทั้งนี้เพราะการสร้างความยั่งยืนให้เกิดขึ้นในระบบนั้น บริษัทไม่สามารถทำเพียงคนเดียวได้ แต่จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยแต่ละองค์กรมีการนำศักยภาพที่แตกต่างมาช่วยกันสร้างความยั่งยืนให้เกิดขึ้น ตัวอย่างเช่น โครงการความร่วมมือภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม เพื่อจัดการพลาสติกและขยะอย่างยั่งยืน หรือ PPP Plastic ได้ถูกก่อตั้งขึ้นโดยกลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมกับองค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (TBCSD) หน่วยงานเหล่านี้เล็งเห็นถึงความสำคัญของปัญหาและมีเจตนารมณ์ ในการแก้ปัญหาร่วมกัน โดยมีเป้าหมายเพื่อลดปริมาณขยะพลาสติก ในทะเลไทยลงไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 ภายใน พ.ศ. 2570 บนพื้นฐานของการจัดการขยะอย่างยั่งยืน และ เป็นระบบ ตามหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และหลักการ 3Rs (Reduce, Reuse, Recycle)
 
ที่มา: https://gccircularliving.pttgcgroup.com/th/news/better-chemistry/9
 
Government Engagement: บริษัทควรหาวิธีใหม่ๆ ที่จะเข้ามามีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ในการกำหนดนโยบายภาครัฐ และเปลี่ยนภาพลักษณ์เดิม ๆ ของการล้อบบี้ ว่าต้องนำไปสู่ผลประโยชน์ส่วนตัวของบริษัทเท่านั้น จริง ๆ แล้วต้องบอกว่าล้อบบี้ไม่ใช่เรื่องผิด และ ถือว่าเป็นพื้นฐานของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเพราะการทำนโยบายนั้น รัฐบาลควรที่จะต้องรับฟังความเห็นของประชาชนเพื่อประกอบการตัดสินใจ ดังจะเห็นได้จากปัจจุบันภาคธุรกิจเข้ามามีบทบาทอย่างมากในการผลักดัน ขับเคลื่อนและให้ความเห็นต่อร่างกฏหมายและนโยบายต่าง ๆ ด้านสิ่งเเวดล้อมไม่ว่าจะเป็น ข้อตกลงสากลอย่าง ความตกลงปารีส (Paris Agreement on climate change) หรือ เเม้กระทั่งกฏหมายของไทยว่าด้วยการห้ามใช้ถุงพลาสติกแบบครั้งเดียวทิ้ง เป็นต้น
 
Transparency: เราจะเห็นได้จากตัวอย่างที่กล่าวมาข้างต้นว่า การทำงานระหว่างภาครัฐ และ ภาคเอกชนนั้นเริ่มมีความใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้น และประเด็นนี้อาจทำให้หลายฝ่ายรู้สึกเคลือบแคลง สงสัยว่ามีผลประโยชน์ทางธุรกิจมาเกี่ยวข้องหรือไม่ โดยความสงสัยนั้นจะหายไปหากบริษัทสามารถเเสดงความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจออกมาได้ ซึ่งวิธีการที่หลายบริษัททำก็คือการเปิดเผยข้อมูลและรายงานผลการประกอบกิจการ ไม่ว่าจะเป็นการรายงานผ่านกรอบสากลอย่าง Global Reporting Initiative (GRI) หรือ Carbon Disclosure Project เป็นต้น นอกจากการรายงานผลแล้วเรายังเห็นบริษัทขนาดใหญ่หลายแห่งได้ทำการตรวจสอบ (Audit) ซัพพลายเออร์ในห่วงโซ่อุปทานของตนอย่างเข้มข้น เพื่อเเสดงถึงความตั้งจริงในเรื่องการผลักดันความยั่งยืน เช่น เมื่อปี พ.ศ. 2557 บริษัท Nestlé ได้ดำเนินการตรวจสอบภายในกับบริษัทซัพพลายเออร์ปลาจากไทยและพบว่ามีการบังคับใช้แรงงานและการปฏิบัติต่อคนงานอย่างโหดร้าย โดยแทนที่จะปิดบังข้อมูลอย่างที่หลายบริษัททำ Nestlé เลือกที่จะเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวต่อสาธารณะ ส่งผลให้บริษัทต่างชาติอื่น ๆ เเบนการนำเข้าปลาจากไทย อีกทั้งยังทำให้ อุตสาหกรรมประมงไทยหันมาคำนึงประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชนมากยิ่งขี้นอีกด้วย
 
2. New Ways of Doing Business
Market Transformation ไม่เพียงต้องการให้มีการใช้กลยุทธ์ทางธุรกิจที่เป็นระบบมากขึ้นแต่หมายรวมถึงการปรับเปลี่ยนแนวคิดของตัวธุรกิจเอง ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องวัตถุประสงค์ขององค์กร (Corporate Purpose) แนวความคิดเกี่ยวกับการบริโภค (Notions of Consumption) และ รูปแบบและตัวชี้วัดความสำเร็จทางธุรกิจ (Metrics of Business Success)
 
New conception of the corporation’s purpose: วัตถุประสงค์ของบริษัทไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการสร้างผลตอบแทนทางการเงินอีกต่อไป สังคมและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียไม่ว่าจะเป็น ผู้บริโภค พนักงาน และ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มมิลเลนเนียล ที่เริ่มตระหนักรักษ์สิ่งแวดล้อมและมีจิตสำนึกต่อสังคมเริ่มมองว่าบริษัทไม่เพียงต้องมีพันธะความรับผิดชอบต่อสังคม (Accountability) ในการดำเนินธุรกิจแล้ว ยังคาดหวังให้ธุรกิจเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาสังคมต่าง ๆ เพื่อนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) อีกด้วย
 
New conception of consumption: ต่อจากนี้ไปธุรกิจต้องละทิ้งกระบวนทัศน์การบริโภคที่มีอยู่เดิม ปรับตัวสู่แนวคิดการบริโภคอย่างยั่งยืน หรือก็คือ การบริโภคที่เพิ่มพูนคุณภาพชีวิตมนุษย์โดยใช้ทรัพยากรน้อยสุด ก่อมลภาวะน้อยที่สุด และไม่เป็นภาระต่อคนรุ่นต่อไป ทั้งนี้เราได้เริ่มเห็นธุรกิจหลายรายเริ่มเข้ามาร่วมผลักดันแนวความคิดนี้ให้เกิดขึ้นจริง ตัวอย่างเช่น Patagonia ได้จัดทำ Common Threads Initiative ขึ้น เพื่อกระตุ้นให้ผู้คนซื้อผลิตภัณฑ์ Patagonia ที่ใช้แล้วบน eBay ก่อนที่จะไปที่ร้านเพื่อซื้อสินค้าใหม่ เป็นต้น
 
ที่มา: https://www.patagonia.com
 
New conception of metrics of business success: การวัดผลความสำเร็จของธุรกิจไม่ควรอยู่ในรูปผลกำไรทางการเงินเพียงอย่างเดียว แต่ควรรวมไปถึงผลกระทบทางบวกที่ธุรกิจได้สร้างต่อสังคมและสิ่งเเวดล้อม ด้วยเหตุนี้ เราจึงเริ่มเห็นบริษัทหลายแห่ง ได้มีการจัดทำรายงานความยั่งยืนและวัดผลกระทบอย่างสมัครใจ พร้อมเริ่มมีการนำตัวชี้วัดทางสังคมมาใช้เป็นเป้าหมายในการดำเนินธุรกิจขององค์กร ตัวอย่างเช่น กลุ่มบริษัท Dow[3] ได้มีการตั้งเป้าหมายว่า ภายในปี 2573 บริษัทจะลดการปล่อยคาร์บอนจำนวน 5 ล้านตันต่อปี หรือ ลดลง 15% จากฐานปี 2563 นอกจากนี้ Dow ยังตั้งใจจะเป็นองค์กรที่ปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Carbon Neutral) ภายในปี 2593 โดยบริษัทฯ ตั้งใจที่จะใช้และพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ทรัพยากรน้อยลงเพื่อช่วยให้ลูกค้าของ Dow ได้ลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยเช่นกัน
 
เรียบเรียงโดย อภิญญา สิระนาท
 
[1] https://ssir.org/articles/entry/the_next_phase_of_business_sustainability
[2] https://www.pttgcgroup.com/th/sustainability/circular-economy
[3] https://corporate.dow.com/en-us/science-and-sustainability/reporting/sustainability-report-2019/
ภาพปก ถ่ายโดย fauxels จาก Pexels