ในปัจจุบันอาจเห็นได้ว่าโครงการเอกชนใหญ่ๆ ที่ผุดขึ้นมากมายในประเทศไทยได้ให้ความสำคัญกับการว่าจ้างนักออกแบบภูมิสถาปัตยกรรม (Landscape designer) เพื่อออกแบบพื้นที่สีเขียวให้กับโครงการ เพราะนอกจากจะต้องตอบโจทย์เรื่องการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (EIA) แล้ว ยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์ภายนอกที่ดูดี ลดความแข็งกระด้างให้กับอาคารหลัก อีกทั้งยังเป็นการดึงดูดเชิญชวนให้ผู้คนเข้ามาใช้สอยพื้นที่จุดต่างๆ ของโครงการให้ได้มากขึ้นอีกด้วย

หากแต่เมื่อมองกลับไปยังพื้นที่สวนสาธารณะที่ดูแลโดยภาครัฐเอง กลับไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาไปมากกว่าการเป็นสวนแบบดั้งเดิม ตอบโจทย์เพียงแค่การเป็นสถานที่สำหรับออกกำลังกาย พบปะของคนในชุมชน และเป็นพื้นที่กรองอากาศให้กับเมืองเท่านั้น ถึงแม้ประชากรในเมืองจะเพิ่มมากขึ้นในทุกๆ วัน จำนวนสวนสาธารณะของเมืองยังคงมีจำนวนเท่าเดิม บทความนี้จึงอยากพาผู้อ่านไปดูกรณีศึกษาของสวนสาธารณะแบบต่างๆ ที่ถูกออกแบบด้วยความคิดสร้างสรรค์และมีโอกาสช่วยแก้ปัญหาด้านอื่นๆ ให้กับเมือง เพื่อการพัฒนาอันดีของสวนสาธารณะในไทยไม่ว่าของเป็นของภาครัฐหรือภาคเอกชนเองก็ดีในอนาคต

ภาพ : สวนสาธารณะ Gas Works Park ในเมืองซีแอตเทิลได้รับการออกแบบโดย Richard Haag

 

Gas Works Park สวนสาธารณะที่ช่วยกรองของเสียของเมือง

หลายคนอาจจะเคยได้วลีภาษาอังกฤษอย่าง NIMBY หรือ Not In My Backyard แปลความหมายเป็นภาษาไทยได้คร่าวๆ ว่า “จะมีปัญหาที่ไหนก็ได้ แต่ไม่ใช่ที่หลังบ้านของฉัน” วลีนี้สามารถอธิบายจุดกำเนิดงานออกแบบสวนสาธารณะซึ่งเป็นสวนสาธารณะหลักของเมืองซีแอตเทิลอย่าง Gas Works Park ได้เป็นอย่างดี เนื่องจากทำเลที่ตั้งของ Gas Works Park เดิมเป็นทำเลที่ตั้งของโรงงานผลิตก๊าชจากถ่านหินซึ่งเปิดดำเนินกิจการในช่วงยุคปี ค.ศ. 1906-1956 เมื่อโรงงานเลิกกิจการไป พื้นที่แห่งนี้ได้ถูกสภาเมืองซีแอตเทิล (City of Seattle) ซื้อมาเพื่อปรับปรุงให้กลายเป็นพื้นที่สวนสาธารณะของเมืองเพื่อเปิดใช้บริการในปี ค.ศ. 1975 หากแต่ปัญหาของพื้นที่เดิมคือสภาพดินที่อยู่ในไซต์นั้นมีลักษณะปนเปื้อนเต็มไปด้วยสารพิษเนื่องจากการเป็นโรงงานอุตสาหกรรมมาก่อน ทำให้ไม่สามารถปลูกต้นไม้เพื่อแปลงไปสวนสาธารณะได้โดยตรง อีกทั้งเมื่อสภาเมืองต้องการจะโยกย้ายดินที่มีสารปนเปื้อนออกไปอยู่ยังตำแหน่งอื่นๆ ของเมือง ก็ได้รับการปฏิเสธจากชุมชนต่างๆ เพราะไม่อยากให้ดินที่เป็นมลพิษมาอยู่ใกล้กับบ้านหรือชุมชนของตนเอง ในขณะเดียวกันบนพื้นที่เองยังมีปัญหาเรื่องตัวอาคารโรงงานก๊าซถ่านหินที่ยังหลงเหลืออยู่ในไซต์ ซึ่งนับเป็นโรงงานผลิตก๊าชจากถ่านหินแห่งสุดท้ายที่ตั้งอยู่ในเขตเมืองซีแอตเทิลอีกด้วย

ในขณะที่นักออกแบบส่วนใหญ่เสนอแนวทางให้รื้อถอนอาคารโรงงานผลิตก๊าชออกไปจากไซต์โดยสิ้นเชิง นักภูมิสถาปนิกอย่าง Richard Haag ซึ่งในขณะนั้นเป็นอาจารย์ประจำอยู่ที่ University of Washington ได้เสนอแนวทางที่แปลกออกไปโดยจะอนุรักษ์อาคารโรงงานผลิตก๊าชถ่านหินเอาไว้เพื่อให้เป็นอนุสรณ์แก่คนรุ่นหลัง เป็นเสมือนข้อย้ำเตือนเพื่อมนุษย์จะได้ไม่ต้องทำผิดพลาดซ้ำๆ กับสร้างโรงงานอุตสาหกรรมโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อมอีก ในขณะเดียวกันก็เสนอแนวทางไม่ให้ทางสภาเมืองโยกย้ายดินที่เป็นมลพิษให้ไปเป็นปัญหาของคนอื่น แต่กลับใช้แนวทางการแก้ปัญหาแบบ bioremediation หรือการปรับปรุงและรักษาสภาพดินด้วยวิธีทางชีวภาพ โดยการโกยดินที่มีสารปนเปื้อนมารวมกันและสร้างเป็นเนินเขาสูงที่มีความลาดชันมากพอ ปกคลุมเนินเขาด้วยหญ้าสีเขียวที่ไร้สารปนเปื้อน เมื่อฝนตกลงมา ฝนจะทำการชะล้างสารปนเปื้อนที่เป็นมลพิษลึกลงไปในดินและไม่เอ่อล้นออกมาทางหน้าดิน ในขณะเดียวกันเนินเขายังสามารถใช้เป็นจุดสูงสุดของสวนเพื่อชมวิวบรรยากาศของเมืองได้อีกด้วย การที่ Haag นำหลักการสงวน อนุรักษ์ และการปรับใช้ (preservation and adaptive reuse) มาใช้กับการออกแบบสิ่งแวดล้อมแล้ว เขายังนำหลักการนี้ไปใช้กับการบันทึกประวัติศาสตร์ของเมืองผ่านการเก็บโครงสร้างของโรงงานผลิตก๊าชถ่านหินเอาไว้อีกด้วย ผลงาน Gas Works Park ให้ Richard Haag ได้รับรางวัล Design Excellence ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดจากสมาคมภูมิสถาปนิกอเมริกัน

ภาพ : สวนสาธารณะ Freeway Park ในเมืองซีแอตเทิลได้รับการออกแบบโดย Lawrence Halprin

 

Freeway Park สวนสาธารณะที่ช่วยกลบเสียงอึกทึกครึกโครมของการสัญจรบนทางหลวง

ในขณะที่ประชากรในเมืองเพิ่มมากขึ้นไปทุกขณะและจำนวนรถยนต์ส่วนตัวที่เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย ทำให้เมืองกลายเป็นพื้นที่บรรจุถนนและโครงสร้างทางด่วนมากกว่าจะถูกปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นพื้นที่ใช้สอยเพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตให้แก่ผู้คน นอกจากทางด่วนและปริมาณถนนที่เพิ่มขึ้นทำให้เกิดมลภาวะทางเสียงรบกวนบ้านเรือนรอบข้างอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว โครงสร้างมหึมาของมันยังทำให้พื้นที่หลายๆ ส่วนที่ควรจะถูกเชื่อมเป็นชุมชนเดียวกันตัดขาดออกจากกัน

นี่เป็นสาเหตุให้การสร้าง Freeway Park สวนสาธารณะสำคัญอีกหนึ่งแห่งของเมืองซีแอตเทิลมีความน่าสนใจเพราะถูกออกแบบมาให้ทำหน้าที่เชื่อมต่อชุมชนที่ถูกตัดขาดออกจากกันเข้าด้วยกัน ในช่วงทศวรรษปี ค.ศ. 1960s-1970s ทางหลวงเชื่อมระหว่างรัฐ Interstate-5 ตัดผ่านพื้นที่ภูมิประเทศที่ล้วนมีแต่ภูเขาสูงต่ำเป็นจำนวนมากในเขตดาวน์ทาวน์เมืองซีแอตเทิล นอกจากทางหลวงจะตัดผ่ากลางดาวน์ทาวน์เดิมที่เป็นศูนย์กลางขนาดใหญ่ของเมืองแล้ว ยังแบ่งเมืองออกเป็นสองฝาก ทำให้การสัญจรด้วยการเดินเท้าระหว่างสองฝั่งลำบากมากขึ้น สภาเมืองซีแอตเทิลจึงได้ติดต่อ Lawrence Halprin นักภูมิสถาปนิกแนวโมเดิร์นนิสต์เพื่อออกแบบสะพานข้ามทางหลวงในรูปแบบของสวนเพื่อเชื่อมต่อเมืองให้กลับกลายมาเป็นหนึ่งเดียวอีกครั้ง

Halprin ได้ออกแบบโดยใช้พื้นที่ว่างเหนือทางหลวง (air rights) เป็นจำนวน 7 บล็อกเชื่อมต่อเข้าด้วยกันเพื่อเปลี่ยนให้เป็นพื้นที่สวนสาธารณะที่ประกอบไปด้วยทางเดินและพลาซ่าเล็กๆ ต่อเนื่องกันไปตลอดทางสัญจร ทางภูมิสถาปนิกเองเลือกใช้วัสดุคอนกรีตทำเป็นกระถางต้นไม้ซ้อนชั้นกันเพื่อให้มีลักษณะเข้ากับวัสดุคอนกรีตที่ใช้ออกแบบทางหลวง ในขณะเดียวกันก็เลือกใช้วัสดุคอนกรีตชนิดเดียวกันเพื่อออกแบบ water features ที่มีลักษณะต่างๆ กัน ไล่ตั้งแต่การเป็นบ่อน้ำจนไปถึงบันไดน้ำตกเพื่อสร้างความน่าตื่นตาตื่นใจและเป็นแม่เหล็กดึงดูดให้คนเข้ามาใช้งานสเปซต่างๆ ที่มีการใช้งานแตกต่างกันออกไปภายในไซต์ Halprin ใช้เสียงน้ำตกนี่เองเป็นตัวกลบมลภาวะทางเสียงที่ดังขึ้นมาจากรถที่สัญจรไปมาเพราะทางหลวงทางด้านล่าง การออกแบบสวนสาธารณะอย่าง Freeway Park จึงไม่ใช่แค่การออกแบบเพื่อสร้างพื้นที่สีเขียวให้กับเมือง หากแต่เป็นการแก้ปัญหาการเชื่อมต่อของชุมชนเมืองในภาพใหญ่ไปพร้อมกัน เนื่องด้วยเหตุผลนี้ทำให้ Freeway Park ได้ถูกขึ้นทะเบียนให้เป็น the National Register of Historic Places สมควรแก่การอนุรักษ์ไว้เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับคนรุ่นหลัง 

ภาพ : โครงการอุทยาน 100 ปีของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ออกแบบโดยบริษัท Land Process

 

Chulalongkorn University Centenary Park สวนสาธารณะที่เป็นที่ซับน้ำของเมือง

โครงการออกแบบสวนสาธารณะและแลนด์สเคปดีๆ ที่มีจุดประสงค์มากกว่าการเป็นที่ออกกำลังกายและเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจของเมืองก็มีอยู่ในประเทศไทยเช่นกัน โครงการอุทยาน 100 ปีของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ออกแบบโดยบริษัทภูมิสถาปนิก Land Process ตั้งอยู่ในบริเวณเขตสวนหลวง-สามย่านซึ่งเชื่อมต่อถนนพระราม 1 และพระราม 4 เข้าด้วยกัน สวนสาธารณะแห่งนี้นอกจากจะได้รับการออกแบบให้กลายเป็นพื้นที่สำหรับการเรียนรู้ธรรมชาติของคนในชุมชนแล้ว ทางมหาวิทยาลัยยังมีความตั้งใจอันดีเพื่อจะคืนสภาพธรรมชาติและประโยชน์สูงสุดสู่แก่สังคมส่วนรวม

โครงการนี้จึงถูกออกแบบขึ้นด้วยแนวคิด “ป่าในเมือง (Urban forestry)” ให้เป็นต้นแบบสวนสาธารณะที่จะทำหน้าที่เป็นพื้นที่หน่วงน้ำ (ชะลอน้ำ) เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้งในเขตเมือง และทางมหาวิทยาลัยเองยังมองชุมชนเมืองเป็นภาพใหญ่ จึงต้องการออกแบบให้โครงการนี้เป็นจุดเชื่อมต่อโครงสร้างระบบนิเวศสีเชียวของเมือง (Urban Green Infrastructure) ในระดับชุมชนด้วยการออกแบบโครงข่ายระบบถนนเพื่อให้ถนนเชื่อมต่อกันและเชื่อมต่อกับพื้นที่สีเขียวขนาดต่างๆ ในบริเวณชุมชนอีกด้วย

ทางภูมิสถาปนิก Land Process จึงได้ออกแบบให้อุทยาน 100 ปีมีส่วนประกอบของภูมิทัศน์หลักๆ ถึง 4 อย่าง หนึ่งคือการเป็นแนวพื้นที่รับน้ำฝน (Rain garden) โดยเน้นหนักไปที่มีพื้นที่สีเขียวที่เป็น soft scape เป็นส่วนใหญ่ มีการปลูกต้นไม้สองข้างทางตลอดแนวทางเดิน พร้อมกับมีระบบท่อระบายน้ำใต้ดินที่มีประสิทธิภาพ ช่วยในการซึมน้ำและหน่วงน้ำเมื่อฝนตก สองคือเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำประดิษฐ์ (Construct wetland) เพื่อส่งเสริมระบบนิเวศ มีการใช้ระบบหมุนเวียนน้ำในอุทยาน ออกแบบโดยใช้ระบบชีววิศวกรรม (Bioengineering) เพื่อการบำบัดน้ำเสีย โดยน้ำฝนที่ทำการกักเก็บไว้จะสามารถนำมาใช้รดน้ำต้นไม้ได้อีกครั้ง สามคือสวนซึมน้ำ (Porous park) ให้อุทยานทำหน้าที่เป็นฟองน้ำของเมือง มีความลาดเอียงเพื่อสะสมน้ำและเพิ่มพื้นที่หน้าตัดในการซึมน้ำ และสี่ได้แก่บ่อหน่วงน้ำทั้งแบบเปียก (Retention pond) และแบบแห้ง (Detention pond) เพื่อใช้ขังน้ำและชะลอน้ำฝนในพื้นที่ได้เป็นเวลาถึง 3-4 ชั่วโมง ก่อนปล่อยน้ำให้ระบายออกสูงพื้นที่สาธารณะ โดยคอนเสปทั้งหมดนี้มีความมุ่งหวังให้โครงการกลายเป็นพื้นที่แก้มลิง ชะลอน้ำไม่ให้ท่วมชุมชนในฤดูฝนชุกและน้ำหลาก โดยโครงการนี้ได้รับรางวัล Honor Award จากสมาคมภูมิสถาปนิกอเมริกันในปี ค.ศ. 2019 เช่นเดียวกัน

ภาพ : สวนสาธารณะ Central Park ของเมืองนิวยอร์ค ที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้คนทุกชนชั้นได้มีสิทธิ์เข้าใช้พื้นที่สีเขียวอย่างเท่าเทียม

 

นอกจากโครงการออกแบบภูมิสถาปัตยกรรมทั้งสามโครงการที่กล่าวไปข้างต้น ยังมีโครงการอีกหลากหลายโครงการที่การออกแบบสวนและพื้นที่สาธารณะไม่เพียงแต่มีจุดประสงค์ที่เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวและเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจให้แก่ชุมชนเมือง งานแลนด์สเคปเองยังสามารถสร้างคุณประโยชน์ที่อาจมองไม่เห็นด้วยตาอีกหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นงานออกแบบ Central Park ในเมืองนิวยอร์กซิตี้ของ Frederick Law Olmsted ที่ตั้งใจให้เกิด “ความเท่าเทียมกันทางสังคม (Equality)” ไม่ว่าคนรวยหรือจน ผิวขาวหรือดำ ก็สามารถเข้ามาใช้พื้นที่สวนได้อย่างเท่าเทียมกัน หรือการปรับปรุงพื้นที่เก่าที่ถูกทิ้งร้าง ไร้ประโยชน์ และเสื่อมโทรมกลางใจเมือง อย่างเช่นทางรถไฟเก่า The High Line หรือคลอง Cheonggyecheon ด้วยการเพิ่มความคิดสร้างสรรค์เข้าไปในการออกแบบแล้ว “สวนสาธารณะ” จะสามารถเป็นได้มากกว่าไม้ประดับของเมืองอย่างแท้จริง

เรียบเรียงโดย ศุภาศัย วงศ์กุลพิศาล

บทความอ้างอิง
"CU Centenary Park.” Project Management of Chulalongkorn University. Accessed September 23, 2020. 
http://www.pmcu.co.th/?page_id=9921
"Freeway Park.” The Cultural Landscape Foundation. Accessed September 23, 2020. 
https://tclf.org/landscapes/freeway-park
"Freeway Park.” The Landscape Architecture of Lawrence Halprin. Accessed September 23, 2020. 
https://tclf.org/sites/default/files/microsites/halprinlegacy/freeway-park.html 
Wikipedia, s.v. “Freeway Park,” last modified April 11, 2020, 22:40 (UTC), 
https://en.wikipedia.org/wiki/Freeway_Park
Wikipedia, s.v. “Gas Works Park,” last modified August 11, 2020, 20:29 (UTC), 
https://en.wikipedia.org/wiki/Gas_Works_Park
Wikipedia, s.v. “Lawrence Halprin,” last modified September 22, 2020, 00:43 (UTC), 
https://en.wikipedia.org/wiki/Lawrence_Halprin
Wikipedia, s.v. “Richard Haag,” last modified May 18, 2020, 01:10 (UTC), 
https://en.wikipedia.org/wiki/Richard_Haag 
https://tclf.org/landscapes/freeway-park